Showing posts with label เด็กกับนิทาน. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับนิทาน. Show all posts

Thursday, October 30, 2014

เล่านิทาน ฝึกลูกให้รู้จักแก้ปัญหา






เด็กไม่ว่าจะชาติใด ก็ชอบฟังนิทานด้วยกันทั้งนั้น เพราะนิทานไม่ใช่แค่เรื่องของความเพลิดเพลินและจินตนาการสำหรับเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างสนุกสนาน นิทานเป็นเรื่องของความบันเทิง ลูกจึงฟังนิทานได้ ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เบื่อ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องราวเดิมๆ ที่ฟังจนจำได้ขึ้นใจแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้พ่อแม่หรือครูจึงสามารถใช้การเล่านิทาน เพื่อแสดงออกถึงความรักและความเอาใจ

การเล่านิทานให้ลูกฟังเสมอๆ จะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การกล้าแสดงออก พัฒนาการด้านอารมณ์ให้รับรู้อารมณ์ทางด้านความรัก ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ความสนใจใคร่รู้ โดยเฉพาะยังช่วยฝึกการแก้ปัญหาให้ลูกด้วย เริ่มที่...

1. เลือกเนื้อเรื่องที่มีการกำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือยุ่งยากใจให้กับตัวละครเมื่อตัวละครไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พ่อแม่หรือครูควรตั้งคำถามให้เด็กที่นั่งฟังตาแป๋วอยู่ได้ใช้ความคิดหาทางแก้ปัญหา เพื่อช่วยตัวละครในนิทานดำเนินเนื้อเรื่องต่อให้จบ
เช่น มีชายชราคนหนึ่งปลูกหัวผักกาดไว้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัน หัวผักกาดก็มีขนาดใหญ่ จนชายชราไม่สามารถถอนออกมาจากดินได้ ชายชราได้แต่นั่งเศร้าเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วให้เด็กๆ ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรดีนะ ถึงจะถอนหัวผักกาดยักษ์ออกมาจากดินได้

2. เตรียมคนเล่าและคนฟังนิทาน หลัง จากเลือกเรื่องที่เหมาะสมได้แล้วให้ทำความเข้าใจในเนื้อเรื่อง ตัวละคร ลีลาอารมณ์ เรียงลำดับเหตุการณ์ ฝึกการใช้น้ำเสียงที่มีหนักเบาตามความหมายของคำและข้อความ ทำเสียงสนทนาตามธรรมชาติ เช่น เสียงผู้ชาย ห้าวใหญ่ เสียงผู้หญิง นุ่ม แหลมเล็กน้อย เสียงเด็ก แหลม สดใส เสียงคนแก่ อยู่ในลำคอ สั่นเครือ ฯลฯ
บทสนทนาอาจใช้ภาษาถิ่นหรือใช้คำคุ้นที่เจ้าตัวเล็กเคยชิน แล้วอย่าลืมว่าสุดท้ายของการเล่านิทานทุกครั้งควรมีการสรุปเรื่องด้วยคำถาม เกี่ยวประเด็นสำคัญ ลักษณะตัวละคร ความรู้และสิ่งที่ได้จากเรื่อง เพื่อให้เจ้าตัวเล็กได้คิดทบทวน และเก็บข้อความรู้จากนิทานเป็นการย้ำเตือน

ทีนี้มาเตรียมคนฟังตัวน้อยๆ กันค่ะ
  • ใช้สถานที่ได้ทั้งนอกห้องหรือในห้อง
  • มีแสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีเสียงหรือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์รบกวน
  • จัดที่นั่งเจ้าตัวเล็กกับครูหรือพ่อแม่ให้ใกล้ชิดกัน โดยครูหรือพ่อแม่อาจนั่งสูงกว่าเจ้าตัวเล็กเล็กน้อย เพื่อสามารถแสดงภาพในหนังสือ หรือแสดงสื่อประกอบการเล่าในระดับสายตาเจ้าตัวเล็ก
  • ถ้าเจ้าตัวเล็กมีจำนวนหลายคนก็ให้นั่งล้อมวงหน้าครูหรือพ่อแม่
  • ก่อนเล่าต้องตกลงกับเจ้าตัวเล็กว่าระหว่างเล่านิทานนั้นต้องไม่มีการพูด คุย ส่งเสียงดัง ไม่ลุกขึ้นยืนหรือวิ่งเล่น ฯลฯ เพื่อให้อยู่ในระเบียบวินัยในขณะฟังนิทานค่ะ

3. ใช้สื่อประกอบจะช่วยให้การเล่านิทานมีชีวิตชีวาและน่าสนใจมากขึ้น ครูหรือพ่อแม่จึงควรเลือกใช้สื่อที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม กระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กใช้จินตนาการตามประสบการณ์ของเขาให้มากที่สุด เช่น หนังสือ ฉาก หุ่น ฯลฯ โดยการสร้างสื่ออย่างง่ายหรืออาจจะให้เจ้าตัวเล็กร่วมทำด้วยก็สนุกดีนะคะ แถมยังภูมิใจในผลงานอีกด้วยด้วย

ต่อจากนี้ไปนิทานคงไม่แค่เรื่องของความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นเครื่องถ่ายทอดความรัก สร้างสัมพันธ์ที่อบอุ่น ความผูกพันในครอบครัว ปลูกฝังคุณธรรมความดี ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาการให้กับเจ้าตัวเล็ก ซึ่งจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติในอนาคตค่ะ

จาก : นิตยสาร Kidscovery
เรียบเรียง : Momypedia
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, April 7, 2013

10 เหตุผลดีๆที่ควรเล่านิทานให้เด็กฟัง



เพื่อส่งเสริมศักยภาพทุกด้านของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจวิธีการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ เพราะในช่วงขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาเด็กจะสามารถพัฒนาทักษะได้ดีที่สุด และวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทุกวันก็คือการอ่านนิทานให้เจ้าตัวน้อยฟัง มาดูเหตุผลดีๆ ที่ควรเล่านิทานให้ลูกฟัง ดังนี้
 
1. นิทานสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วงเวลาดีๆที่พ่อจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังเวลาสบายๆแห่งความรัก ความอบอุ่นที่จะสร้างความผูกพันและนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่จะเสริมสร้าง ปัญญาของเด็กๆได้เป็นอย่างดี

2. นิทานช่วยปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างถามและช่างสังเกต เป็นโอกาสที่จะทำให้เด็กมีความฉลาด มั่นใจ และ แสดงความคิดเห็นถูกจังหวะ หรือที่เรียกว่ามีความฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ)

3. นิทานช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษา การฟังนิทานจะทำให้เด็กได้รู้จักรูปประโยค การใช้ภาษาความหมายของคำ และเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนในอนาคต

4. นิทานทำให้เด็กจับประเด็นและวิเคราะห์ได้ดี การฟังซ้ำๆ เด็กจะจำเรื่องราวได้ทั้งหมดและเด็กจะรู้จักมองสิ่งที่อยู่รอบตัว เข้าใจเรื่องได้ง่าย ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะจับประเด็นรวมทั้งการย่อความ

5. นิทานช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก น้ำเสียงที่เล่าเรื่องจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพการเล่านิทานบ่อยๆ จึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อมๆ กับการรับรู้เรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน

6. นิทานช่วยบ่มเพาะคุณธรรมแก่เด็กเพราะนิทานส่วนใหญ่สอดแทรกคุณธรรม  ทักษะชีวิตหรือข้อคิดต่างๆ ที่ทำให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณงามความดีและนำไปปรับใช้ในชีวิตเมื่อโตขึ้น

7. นิทานช่วยสร้างสมาธิ ช่วงเวลาของการเล่านิทาน เด็กมักจะฟังนิทานอย่างตั้งใจหากเลือกเล่านิทานที่เหมาะกับช่วงวัยจะทำให้ เด็กเข้าใจ อยากรู้และติดตามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือเป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กได้ เป็นอย่างดี

8. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีความรู้ และความฉลาดทางอารมณ์  หากเด็กชอบฟังนิทานเด็กก็จะปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ฟังนิทานจากผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

9. นิทานช่วยสร้างนิสัยรักการอ่าน การเล่าหรือการอ่านนิทานให้เด็กฟังจะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเพราะการ อ่านจะทำให้มีสมาธิ และอ่านหนังสือได้รวดเร็ว

10. นิทานสร้างความรู้สึกไม่ได้กำลังถูกสอนให้กับเด็กเพราะเนื้อหาของนิทานจะมีขั้นตอนในการสร้างความเข้าใจรวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาและบทสรุปของเรื่องที่ ให้ข้อคิดต่อเรื่องนั้นๆ

  
 ที่มา : สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)

Wednesday, February 27, 2013

กล่อมลูกหลับฝันดีด้วย...นิทาน



คาถาปราบคุณหนูให้อยู่หมัด เพราะความดื้อและซุกซน คือ บอกว่าเดี๋ยวจะเล่านิทานให้ฟัง ฉะนั้นทำตัวดี ๆ เชื่อไหม พอเอ่ยคำว่านิทาน เด็ก ๆ มักตาโตตื่นเต้นอยากจะฟัง และพร้อมจะยอมทำตามคำสั่งได้อย่างง่ายดายค่ะ

Why...คุณหนูเทใจให้นิทาน
นิทานช่วยเพิ่มสมาธิ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็น ความผูกพันให้ลูกได้ดี มีการวิจัยพบว่าวัย 3-4 ปี เป็นช่วงที่ลูกอยากให้พ่อแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ฟังมากที่สุด ริชาร์ด วูฟสัน นักจิตวิทยาเด็กระบุ เด็กวัยนี้บอกช่วงเวลาที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ฟังเป็นช่วงเวลาที่เด็กชอบมาก

จากการสำรวจเด็กในอังกฤษพบว่า การฟังนิทานเป็นกิจกรรมโปรดปรานของเด็ก ที่แซงหน้ากิจกรรมบันเทิงอื่น เช่น ดูทีวี เล่นเกม เพราะช่วยให้เด็กหลับสนิทอย่างเป็นสุข รู้สึกอุ่นใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยที่จะทำสิ่งดีงามและถูกต้อง จากเนื้อหาในนิทาน เกิดความรู้สึกว่าตนคือส่วนหนึ่งของนิทานที่จะต้องทำสิ่งนั้น
 
How to...เล่านิทานเพื่อคุณหนูนิทรา
ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กดี มีพฤติกรรมที่น่าชื่นชมในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องอาหารการกิน การแปรงฟัน การดูแลสุขภาพอื่น ๆ อย่าได้มองข้ามนิทานกับเทคนิคเหล่านี้ไปเชียวนะคะ

อ่านให้เข้าใจ
อ่าน จดจำ ทำความเข้าใจในเนื้อหาของนิทานที่จะเล่าให้ขึ้นใจเสียก่อน พร้อมจับประเด็นของนิทานให้ได้ว่านิทานเรื่องที่จะเล่าให้ลูกฟังนี้มีแง่คิด ดี ๆ หรือประโยชน์อะไรกับลูกบ้าง แล้วเล่าให้ลูกฟังวันละ 15-20 นาที

ปรับให้เหมาะสม
แบ่งเรื่องเป็นตอน ไม่ต้องให้เหมือนในนิทานเป๊ะ ถ้าเห็นว่าลูกกำลังสนใจ ลองเพิ่มเนื้อเรื่องเช้าไปอีกสิคะ หรือจะลดจะเพิ่มตัวละครเข้าไป หรือปรับให้สอดความคล้องกับความสนใจของลูกอย่างไรก็ตามสบายเลย

น้ำเสียงน่าฟัง
เสียงน่าฟังไม่ได้หมายถึงน้ำเสียงไพเราะเสนาะหู แต่ต้องรู้จักเน้นเสียงหรือเว้นจังหวะให้ดูน่าสนใจ เช่น ใช้เสียงหนัก เสียงเบา เสียงกระซิบ พูดเร็ว ๆ หรือพูดช้า ๆ ลากเสียงเสริมสักนิด อย่าใช้น้ำเสียงราบเรียบมาก
 
เล่าไม่เป็นเช่นคนอื่น
ถ้าจำเรื่องไม่ได้ เล่าไม่เป็น ต่อเรื่องไม่ถูก รู้สึกเขินอาย ไม่มั่นใจไปเสียทั้งหมดว่าจะเล่าให้ลูกฟังได้อย่างสนุกสนานอย่างคนอื่น อย่ากังวลไปนะคะ เปิดนิทานขึ้นมาเล่าให้ลูกฟังไปเลยค่ะ อ่านไปเล่าให้ลูกฟังไป โดยอ่านนิทานเรื่องนั้นให้เข้าใจทั้งเล่มก่อน เวลาเล่าให้ลูกฟังจะได้เปิดหน้าภาพให้ตรงกับเรื่องที่จะเล่าด้วยนะคะ

อ่านจากนิทานโดยตรง
ถ้าเปิดนิทานแล้วยังเล่าไม่ได้ ก็อ่านให้ลูกฟังไปตามตรง แต่อย่าท่องอ่านแบบอาขยานเน้นเสียงหนักเบาน่าสนใจด้วยค่ะ พอลูกเคลิ้ม ๆ ใกล้หลับก็จุมพิตหน้าผาก หรือหอมแก้มกระซิบข้างหูว่า ฝันดีนะจ๊ะ แม่ (พ่อ) รักลูกมากที่สุด เท่านี้ก็สร้างความทรงจำที่ผูกพันประทับใจลูกรักการอ่าน รักพ่อแม่ และเติบโตเป็นคนดีแล้วค่ะ
เรื่อง : ม่านบาหลี

แหล่งที่มา http://www.tinyzone.tv

Wednesday, January 23, 2013

นิทานภาพ...เครื่องมือในการเลี้ยงลูก



           นพ.อุดม เพ็ชรสังหาร นักจิตวิทยาเยาวชน กล่าวว่า การเล่านิทานให้เด็กฟังกับการอ่านหนังสือให้เด็กฟังแตกต่างกัน การเล่านิทานให้เด็กฟังไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือเพราะสิ่งที่อยากให้เด็กคือ ให้เขาเกิดจินตนาการตามสิ่งที่พ่อแม่เล่า ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ ไม่ต้องมีเครื่องมือ และที่สำคัญ การเล่านิทานก็เป็นภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาอ่าน ส่วนนิทานภาพเป็นการช่วยเสริมเพื่อให้เด็กได้เห็นภาพ และเริ่มมีวิธีคิดจินตนาการ " หมอมีหูฟังเป็นเครื่องมือ พ่อแม่ก็ต้องมีหนังสือภาพเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก" คุณหมอว่าอย่างนั้น 

            ส่วนพ่อแม่ที่บอกว่าไม่มีเวลา คุณหมอมองว่าอาจเป็นเพียงข้ออ้างมากกว่าแต่ " ต้องไม่ลืมว่า การทำมาหากินก็คือหน้าที่ การเลี้ยงลูกก็คือ หน้าที่ผู้ปกครอง บางคนปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการให้ลูกดูทีวีนั้น ถ้าสิ่งนี้กอดลูกเราได้ก็ดี หากแต่เพราะบรรยากาศในการเล่านิทาน หรือการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตรงนั้น ไม่ใช่เพียงเสียงให้เข้าไปสัมผัสเด็ก ความรู้สึกได้รับจากเสียงที่พ่อแม่พูดคุยเวลาที่เขาเกิดปฎิสัมพันธ์ซึ่งเป็น สิ่งที่ทำให้เกิดอีคิว บุคลิกภาพของเด็ก สมมุติถ้าเป็นเทปให้เด็กฟัง แล้วเขาพัฒนาได้ครบถ้วนก็ไม่ต้องมีพ่อแม่ ที่สำคัญเด็กๆ ไม่ได้ต้องการแค่เล่านิทานสนุกๆ อย่างเดียว แต่เขาต้องการพ่อแม่ด้วย"

            ส่วนใครหลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเป็นนิทานก่อนนอนด้วย งานนี้เรามีคำตอบจากคุณหมออุดมว่า " เป็นเวลาผ่อนคลายที่สุดไม่ต้องเร่งรีบจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ อ่านแล้วเคลิบเคลิ้มก็หลับไปทั้งพ่อแม่และลูกถ้าอ่านก่อนไปโรงเรียนเดี๋ยวต้องรีบกุลีกุจอ กลางคืนเป็นเวลาที่ดีที่สุดก่อนที่ทุกคนจะเข้านอน" นั่นเอง 

           เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว....

           คืนต่อไปเราคงได้เห็นภาพคุณพ่อคุณแม่กอดลูกไว้ในอ้อมแขนพร้อมเสียงอันอบอุ่นที่ดังว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.............นะคะ

แหล่งที่มา  http://www.oknation.net