Showing posts with label เด็กกับสัตว์เลี้ยง. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับสัตว์เลี้ยง. Show all posts

Sunday, April 21, 2013

สอนลูกเลี้ยงสัตว์


เมื่อคุณพ่อคุณแม่หาสมาชิกใหม่ อย่างสัตว์เลี้ยง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เด็กหลายคนไม่เข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงหรือเล่นกับสัตว์ ทำให้เกิดพฤติกรรมการรังแก หรือทำร้ายสัตว์ได้ ดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีที่จะให้ลูกน้อย และสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข นอกจากจะทำให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ถึงวินัย การแบ่งปัน และความรับผิดชอบแล้วยังช่วยให้เด็กใจเย็น และมีพฤติกรรมที่อ่อนโยนตามไปด้วย
  • คุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างความเข้าใจ หรือบอกให้ลูกรู้ว่าสัตว์เลี้ยงชนิดนั้นๆ ชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือสอนให้สังเกตทีท่าว่า ช่วงเวลาไหนควรเล่น และเวลาไหนไม่ควรเล่น และถ้าลูกไม่ชอบให้มันเข้ามาใกล้จะต้องทำอย่างไร ถ้าลูกอยากให้มันเข้ามาหาจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ลูกจะได้เข้าใจ และไม่เข้าไปยุ่ง หรือแหย่สัตว์เลี้ยง อย่างผิดวิธี เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวเขาได้
  • สอนให้ลูกแสดงความรักสัตว์   และมีส่วนร่วมสร้างความผูกพัน คุณพ่อคุณแม่ต้องมอบหมายหน้าที่ให้เด็กได้มีส่วนร่วมการในเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้องด้วย เช่น การให้อาหาร การดูแลเอาใจใส่ แต่ก่อนที่จะให้เด็กทำ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และสอนให้ลูกเห็นก่อน แล้วให้เด็กทำให้เราดูจนเห็นว่าทำได้ถูกต้องจึงปล่อยให้ทำเองได้ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรัก และเข้าใจสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น
  • ชักชวนลูกให้ดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับสัตว์ให้เขาฟัง โดยเฉพาะหนังสือที่มีภาพสัตว์จริงๆ พร้อมทั้งคอยให้คำแนะนำหรือคอยตอบข้อสงสัยของลูกเวลาที่เขามีปัญหาซักถาม
  • อนุญาตให้ลูกมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตนเองได้ โดยคุณแม่ควรส่งเสริมความรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของ ด้วยการพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนและทำหมันค่ะ
     แม้ว่าการมีสัตว์เลี้ยงในบ้านจะช่วยทำให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน และรักสัตว์ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรระลึกเสมอว่าก่อนที่จะซื้อสัตว์เลี้ยงให้ลูก ต้องดูว่าเหมาะสมกับลูกหรือเปล่า ถ้าลูกยังเล็กควรให้เลี้ยงสัตว์ที่เอาตัวรอดได้สูง เช่น สุนัข แมว  แต่ถ้าเป็นสัตว์แบบเฉาตายได้ง่าย เช่น ลูกกระต่ายน้อย ลูกหนูน้อย   ฯลฯ อาจยังไม่เหมาะที่จะเลี้ยง เพราะลูกอาจจะยังไม่รู้วิธีดูแลมัน 

 
แหล่งที่มา  http://www.enfababy.com

Tuesday, March 5, 2013

สุนัขให้ไออุ่นเจ้านายน้อยจนรอด หลังหลงทางในอากาศหนาวสุดขั้ว

            เมื่อ วันที่ 2 มีนาคม 2556 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เจ้าซีซาเรค สุนัขลูกผสมจากโปแลนด์ ได้ช่วยชีวิตเจ้านายน้อยวัย 3 ขวบของมันโดยไม่รู้ตัว หลังจากที่มันให้ความอบอุ่นหนูน้อยที่พลัดหลงจากบ้านพร้อมกัน ด้วยการนอนหนุนซบอิงหนูน้อยไม่ให้หนาวตายในสภาพอากาศอันหนาวเหน็บสุดขั้ว

            รายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เด็กหญิงจูเลีย วัย 3 ขวบได้หายไปจากหมู่บ้านไพร์ซวิน เมืองลูบุช ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์ พร้อมกับสุนัขของเธอ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งถึง -5 องศาเซลเซียส


 
            หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ต้องระดมเจ้าหน้าที่มากถึง 250 นายและใช้สุนัขดมกลิ่นช่วยตามหาอีก 6 ตัว แต่การค้นหาเป็นไปอย่างลำบาก เนื่องจากพื้นที่เป็นดินเปียกชื้นและเต็มไปด้วยหนองน้ำ

            กระทั่ง ในที่สุดเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ก็พบตัวเด็กหญิงจูเลียห่างออกไปจากบ้านราว 4 กิโลเมตร และพบเจ้าซีซาเรคนอนให้ความอบอุ่นอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเมื่อมันได้ยินเสียง เจ้าหน้าที่เข้ามาใกล้ มันก็เห่าเสียงดังเพื่อเรียกเจ้าหน้าที่ให้มายังจุดที่หนูน้อยนอนอยู่ เรียกว่าถ้าหากไม่มีเจ้าซีซาเรคแล้ว หนูน้อยอาจหนาวตายได้เลยทีเดียว

            อย่างไรก็ดี จากการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพบว่าหนูน้อยบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกหิมะกัดเท่านั้น

แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com

Tuesday, February 19, 2013

สุนัขกับเด็กเล็กๆในบ้าน การระวังป้องกัน


ถ้ามีสุนัขอยู่ในบ้านร่วมกับลูกเล็กๆ คุณแม่จะดูแลจัดการอย่างไรให้ปลอดภัยไร้ปัญหา มีข่าวเด็กถูกสุนัขทำร้ายจนบาดเจ็บคึกโครมขึ้นมาทีไร ทำเอาคนเป็นพ่อแม่หวั่นหวาดใจไม่ดีทุกที

เตรียมพี่ (สุนัข) รับน้องใหม่

แม้สุนัขส่วนใหญ่จะเชื่องกับเด็กๆ ที่มาใหม่และไม่สนใจเด็กเท่าใดนัก แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ให้เวลากับลูกคนใหม่จนเริ่มละเลยเจ้าสุนัขก็อาจะเกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการเตรียมพร้อมฝึกสุนัขรับสถานการณ์นี้ด้วยคือ

1. หากเคยนำสุนัขมานอนในห้องด้วย ให้ค่อยๆ ย้ายที่นอนของสุนัขออกมาจากห้องนอนลงมาชั้นล่าง โดยให้นอนคนละที่กับลูก  

2. นำเสื้อผ้าของลูกที่ใส่แล้วยังไม่ได้ซักไปให้สุนัขดม ให้สุนัขรู้กลิ่น แล้วสุนัขจะเข้าใจ ชินไปเองว่าลูกเราเป็นนายของเขาอีกคนค่ะ
 
3. เมื่อสุนัขกระโจนใส่ลูกหรือขู่คำราม เราต้องฝึกไม่ให้สุนัขทำเช่นนั้นกับใครๆ ทั้งสิ้น การฝึกสุนัขเราต้องให้เวลา ใช้ความเข้าใจฝึกเขา ต่อไปเขาจะเข้าใจและทำตามเองค่ะ  

4. ทุกคนในบ้านต้องไม่นำอาหารที่อยู่บนโต๊ะอาหารให้สุนัขกิน และฝึกสุนัขกินในที่ประจำของเขา ถ้าสุนัขแย่งหรือขออาหารที่ลูกกำลังรับประทานอยู่ คุณพ่อคุณแม่ควรนำสุนัขออกจากบริเวณนั้นทันทีค่ะ

เมื่อจะเลี้ยงสุนัข
 
หากคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 ปี) อยากเลี้ยงสุนัขที่บ้าน เรามีวิธีเตรียมการสำหรับคุณและลูกดังนี้ค่ะ

1. พาสุนัขไปตรวจสุขภาพและฉีดยาป้องกันโรคต่างๆ ในกรณีที่ไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อนส่วนใหญ่สัตวแพทย์จะแนะนำการเลี้ยงสุนัข ที่ถูกต้องเหมาะสมให้
 
2. สำรวจสุนัขว่ามีนิสัยอย่างไร กรณีเป็นสุนัขโตแล้วควรดูด้วยว่าเข้ากับเด็กได้ไหม มีประวัติกัดเด็กหรือไม่ หากเป็นลูกสุนัขควรจะฝึกให้ปรับตัวอยู่กับเด็กก่อนที่จะถูกเด็กๆ นำไปเล่นแรงๆ  

3. เตรียมที่กินที่นอนของสุนัขให้เป็นที่เป็นทางค่ะ ให้นอนนอกบ้านจะดีที่สุด แล้วจัดภาชนะสำหรับกินอาหารแยกไว้โดยเฉพาะ สุนัขจะมีความสุขมากหากมีที่เป็นของมันเอง ไม่ควรปล่อยให้สุนัขนอนในบ้านกับเราหรือห้องเดียวกับลูกเด็ดขาด เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจจากขนที่ปลิวหลุดร่วง รวมถึงลูกอาจจะติดเห็บ หมัด จากสุนัขได้
 
4. สอนลูกให้รู้จักวิธีการเล่นกับสุนัขที่ถูกต้อง เช่น ย้ำกับลูกว่าสุนัขก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนคนนะลูก หากว่าไปจับ ตี ดึงสุนัขแรงๆ สุนัขก็จะเจ็บมันอาจโกรธและกัดหนูได้ ค่อยๆ สอนแล้วลูกจะรู้จักวิธีเล่นและดูแลสุนัขในบ้านเป็น
 
5. ต้องสอนลูกไม่ให้เคลื่อนย้ายชามอาหาร ของเล่นของสุนัขและไม่ควรให้ลูกเข้าใกล้สุนัขขณะที่มันกินอาหารอยู่ เพราะมันอาจจะคิดว่าลูกจะแย่งของๆ มันและกัดเอาได้ อย่าลืมว่าสุนัขจะหวงที่ประจำของเขามากค่ะ
 
6. ไม่ควรปล่อยให้ลูก(เล็ก) อยู่ตามลำพังกับสุนัขโดยเด็ดขาดค่ะ

ทำไมสุนัขชอบกัดเด็กๆ
 
ด้วยความที่เด็กมักจะชอบถือของเล่นอยู่ในมือ รวมถึงการเดินเข้าไปเล่นหรือแหย่ ซึ่งก็อาจทำให้สุนัขคิดว่าจะถูกตีหรือทำร้ายเอาจึงทำให้สุนัขกัดเด็กๆ ได้ นอกจากนั้นถ้าเป็นผู้ใหญ่จะรู้จักสังเกตท่าทางของสุนัขออกว่า ก่อนที่จะกัดมันจะแสดงสีหน้า ส่งเสียง ท่าทาง ให้รู้ แต่เด็กจะไม่เข้าใจและสังเกตุไม่เป็นจึงไม่รู้จักระวังตัวนั่นเอง

 
ขอบคุณ: ข้อมูลจากคุณพิชัย ธนทวิกร ผู้จัดการโรงเรียนฝึกสุนัข S-J อินเตอร์เนชั่นเนล
จาก: Teens & Family, http://www.tinyzone.tv

Monday, December 3, 2012

รักจะเลี้ยงสัตว์ต้องรู้จักความปลอดภัย


            
                 มีผลการศึกษาหลายชั้นที่ระบุว่าเด็ก ๆ ที่ใกล้ชิดดูแลสัตว์เลี้ยงสัตว์มักมีสุขภาพจิตดี แถม
บรรยากาศในบ้านก็แจ่มใสสดชื่นยิ่งขึ้น การที่เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ทำให้เด็ก ๆ มีเมตตากรุณา ได้เรียนรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เด็ก ๆ ที่กอดรัดฟัดหอมกับสัตว์เลี้ยงจึงเป็นภาพที่แสนอบอุ่นและน่าเอ็นดู แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็พลอยสุขใจไปด้วย แต่ช้าก่อน...สิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่งก็คือ "ความปลอดภัย" ครับผม!

         
เหตุเพราะมีความไม่ปลอดภัยหลายประการ ที่ใคร ๆ ก็อาจคาดไม่ถึงได้ เช่น ไม่ควรให้ลูก ๆ นัวเนียกับสัตว์เลี้ยงถึงขนาดจุ๊บ ๆ กับปาก-จมูกของมัน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ "แบคทีเรีย พาสตูเรลลา เพสติส" อันเป็นเชื้อโรคที่มีอยู่ในช่องปากของหมา ๆ แมว ๆ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ซึ่งจะติดได้ทางน้ำลาย ทางลมหายใจ ของเจ้าสัตว์เลี้ยง

         
นอก จากการหอม ๆ กอด ๆ (ซึ่งทำให้ลูกสูดลมหายใจของสัตว์เลี้ยงเข้าไป) หากผิวหนังของลูกมีแผล หรือมีรอยข่วนยิ่งจะต้องระวังให้มาก เพราะว่าเจ้าเชื้อโรคชื่อยาว ๆ นี้ มันจะเข้าไปทางบาดแผล แล้วก็เข้าไปในกระแสเลือด

         
แบคทีเรีย อีกตัวชื่อเรียกยากพอ ๆ กัน ก็คือ บลูเซลลา เมลิเทนซิส และบลูเซลลา อะบอตัส แต่ก็สามารถติดสู่คนได้ไม่ยาก อย่าว่าแต่เด็กเลยนะครับ แม้แต่ในผู้ใหญ่ หากได้รับเชื้อสายพันธุ์นี้ก็อาจเกิดอาการอัณฑะโต แต่ถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์ก็เสี่ยงต่อการแท้งบุตร นอกนั้นก็อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย และมีไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือเชื้อพาสตูเรลลา เพสติส ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแต่อาจไม่เป็นอะไรเลย แต่พอเกิดพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานต่ำ หรือเกิดเป็นโรคอื่น ๆ ขึ้นมา เจ้าเชื้อที่มันซ่อนเร้นอยู่นี้จะร่วมโจมตีร่างกายไปด้วย โดยอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าเพียงแค่มีอาการ ไอ จาม คัดจมูก หรืออาจจะเป็นหวัดธรรมดา ๆ แต่แล้วก็กลับมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ไอหนักขึ้น อาจจะถึงขั้นรบกวนจนไม่ต้องหลับต้องนอนกัน ต่อเมื่อให้ไปพบแพทย์ก็จะพบว่า เชื้อโรคชนิดนี้ได้แพร่ไปยังปอด หลอดลม ทำให้เกิดอักเสบอย่างรุนแรง หลายรายบริเวณดวงตาก็อักเสบจนตาบวมและอักเสบ

         
เราจะพบว่ายุคนี้มีสัตว์หลากหลายประเภทที่ได้กลายเป็นที่นิยมรักใคร่ของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย หนูแฮมเตอร์ ชะนี กระรอก แม้แต่สัตว์ที่มีราคาแพง และเป็นที่น่ากลัวก็ตาม แต่ไม่ว่าเป็นยุคใด "น้องแมว น้องหมา" ยังคงเป็นที่นิยมสูงสุด เพราะฉะนั้นหากรักน้องแมว รักน้องหมา สิ่งที่จะต้องทำคือ
สัตว์อะไรที่เด็ก ๆ นิยมเลี้ยง?

        1.
ต้องพาไปฉีดวัคซีน โดยต้องพาน้องหมาไปหาหมอเพื่อถ่ายพยาธิ เมื่อเขาอายุ 6 อาทิตย์ จากนั้นอีก 2 อาทิตย์ก็พาไปฉีดวัคซีนรวม (รวมโรคไข้หัดสุนัขเลปโตสไปโรชิส-ตับอักเสบติดต่อ-ลำไส้อักเสบติดต่อ)

         
ถ้าช่วงนั้นกำลังมีโรคระบาด หรือว่าแม่ของเจ้าลูกหมานั้นยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน กรณีนี้พอมันอายุ 6 อาทิตย์ก็ต้องฉีดวัคซีนโรคหัดสุนัข (ลำไส้อักเสบติดต่อ) เมื่อมันอายุ 12 อาทิตย์ก็พาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

         
อย่า ลืม...ฉีดวัคซีนหัดสุนัขและถ่ายพยาธิครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 16 อาทิตย์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอีกเมื่อน้องหมา น้องแมวย่างสู่วัย 6 เดือน (น้องแมวก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ แม้เปอร์เซ็นต์จะไม่มาก แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่)

        2.
ดูแลน้องหมา น้องแมว อย่าให้เป็นไข้ การเจ็บไข้ได้ป่วยของสัตว์เลี้ยงนั้นย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ลูก ๆ เราอาจป่วยไข้ไปด้วย เพราะความใกล้ชิด เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็นิยมให้อาหารเม็ดเจ้าสัตว์เลี้ยง คงเพราะสะดวกสบาย ซื้อหาง่าย แถมยังว่ากันว่าอุดมไปด้วยธาตุอาหาร แต่ก็อย่าลืมสอนลูก ๆ นะครับว่า ไม่ควรเทอาหารเม็ดให้แก่สัตว์เลี้ยงจนเต็มชาม เพราะนอกจากทำให้มันกินมากเกินไปจนแน่นท้อง อาหารเม็ดก็อาจชื้นจนราขึ้น ถ้าหากว่ามันกินไม่หมดและเหลือค้างชามไว้หลายวัน ถ้าให้อาหารสดก็ต้องปรุงให้สุกสะอาดทุกครั้งครับ

         
เพราะยังมีบางบ้านให้สัตว์เลี้ยงกินเนื้อดิบ ๆ ! ทั้งที่เนื้อดิบหรือว่าเครื่องในสัตว์ดิบ ๆ มักอุดมด้วยเชื้อโรคสารพัดอย่าง โดยเฉพาะเจ้าแบคทีเรียสายพันธุ์อันตราย นอกจากเนื้อสัตว์ดิบ ๆ แล้ว น้ำนมไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมแกะ นมแพะก็ต้องผ่านการพาสเจอร์ไรส์ หรือสเตอริไรส์ จึงจะดื่มได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำนมดิบ เพราะเสี่ยงต่อเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน

        3.
หน้าฝน อย่าให้ตากฝน บอกลูก ๆ ว่าอย่าปล่อยให้พวกมันไปเล่นน้ำฝนเลย เพราะมันจะเป็นไข้ น้ำมูกไหล มีอาการหนาวสั่น เซื่องซึม หอบหืด ท้องเสีย หากมีอาการดังกล่าว ก็ควรให้รีบพาไปหาสัตวแพทย์ เพื่อตรวจรักษาครับ

        4.
ไม่ควรปล่อยให้เจ้าตัวน้อยเล่นกับสัตว์เลี้ยงตามลำพัง ยิ่งลูกวัย 6 เดือน ขึ้นไป ชอบคว้าโน่นนี่ หรือวัยก่อน 6 ขวบก็กำลังซนสุด ๆ และก็ยังไม่เข้าใจว่าอันตรายคืออะไร นึกจะหยิบ จะดึง จะแหย่สัตว์เลี้ยงก็มักทำเลย จึงมักพบบ่อย ๆ ว่าเด็กเล็กนั้นมักจะโดนสัตว์เลี้ยงขบ กัด ทำร้ายได้เสมอ

         
หาก ลูกยังเล็ก คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูลูกอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้คลาดสายตาอย่างเด็ดขาด และเมื่อลูกโตกว่านี้ น่าจะหลัง 6 ขวบ ลูกก็จะเริ่มเข้าใจคำสอนมากขึ้น โดยสอนด้วยภาษาง่าย ๆ เช่น

        o
หมาหลับอย่าแหย่ สอนลูกว่า อย่าเอาไม้ไปแยงไปแหย่สัตว์เลี้ยงที่กำลังหลับ เพราะจะทำให้มันตกใจแล้วกัดเข้าให้

        o
หมาหิวอย่ายั่ว อย่าดึงหางมัน หรือดึงจานข้าวในขณะที่มันกำลังกินอาหาร

        o
หมากัดกันอย่ายุ่ง สัตว์เลี้ยง เช่น หมา ๆ แมว ๆ จู่ ๆ มักจะเปิดศึกกัดฟัดกัน ห้ามลูกเข้าไปห้าม หรือว่าแทรกกลาง เพราะมีสิทธิ์โดนพวกมันรุมทึ้งเอาได้

        o
ให้นมลูกอย่ากวน ห้ามโดยเด็ดขาดเลยนะครับ เพราะพวกมันจะนึกว่าจะไปแย่งลูก ทำร้ายลูก เลยต้องสู้เพื่อปกป้องลูกของมัน

        o
หมาเห่าอย่าวิ่ง ข้อนี้สำหรับไปเจอเจ้าหมาที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา แล้วโดนมันเห่าใส่ หรือทำท่าน่ากลัวเหมือนจะเข้ามากัด เราต้องอย่าวิ่งหนี เพราะไม่มีทางวิ่งทันพวกมันแน่ วิธีแก้ไขสถานการณ์ก็คือให้ยืนนิ่ง ๆ ครับ เก็บแขนแนบลำตัว แล้วอย่าไปจ้องตาสู้ ครู่เดียวเจ้าหมามันก็เลิกใส่ใจและล่าถอยไปเอง

ทำอย่างไร!!!...ถ้าถูกสัตว์กัด

        1.
รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำ (ถึงไม่มีแผลก็ควรล้างคราบน้ำลายออก) โดยล้างผ่านน้ำก๊อก และฟอกสบู่หลาย ๆ ครั้ง จากนั้นใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำเกลืออุ่น ๆ ทำความสะอาดรอบ ๆ แผล หรือว่าใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทาบริเวณรอบ ๆ แผล การล้างแผลต้องทำให้ดีใน 6 ชั่วโมงหลังถูกกัด มิฉะนั้นแผลจะติดเชื้ออักเสบได้ง่าย

        2.
แผลที่ติดเชื้อง่ายคือแผลที่เป็นรูลึก ล้างให้สะอาดได้ยาก เช่น แผล แนวกัด ซึ่งเขี้ยวแมวจะแหลม เวลากัดไม่กระชากเหมือนหมากัดอีกอย่างหนึ่งคือบริเวณที่มีเส้นเอ็น เช่น มือ จะติดเชื้อได้ง่ายครับ

        3.
กดบาดแผลด้วยผ้าสะอาดเพื่อห้ามเลือด ประมาณ 5 นาที เลือดก็หยุดไหล แต่ถ้าไม่หยุดไหลอาจจะเป็นเพราะถูกเส้นเลือดใหญ่หรือเด็กที่ถูกกัดเป็นโรค เลือดหยุดยากชนิดใดชนิดหนึ่ง ต้องรีบพาไปหาแพทย์รักษาครับ

        4.
ถ้าสุนัขฉีดวัคซีนแล้ว และเจ้าของมีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า สัตว์เลี้ยงของเขาได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นที่เรียบร้อย และสังเกตเห็นว่าสัตว์ตัวนั้นไม่มีอาการผิดปกติ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ถูกกัดไม่ต้องไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

        5.
หากไม่มั่นใจว่าหมา แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่กัดนั้นจะเสี่ยงหรือไม่ ให้พาเด็กหรือผู้ใหญ่ที่โดนกัดไปถามแพทย์ หากจำเป็นคุณหมอจะทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (ภูมิต้านทานสำเร็จรูป) เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลและให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในบ้านรวมทั้งสอนวิธี ป้องกันตัวเองให้กับลูก ๆ ด้วยนะครับ



เรื่อง : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ / นิตยสารรักลูก / กระปุกดอทคอม