Showing posts with label เด็กกับเกม. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับเกม. Show all posts

Tuesday, July 23, 2013

ติดคอมเกินทำเด็กรู้ศัพท์น้อยลง





นักวิจัยชี้ เด็กรุ่นใหม่เสี่ยงเรียนรู้คำศัพท์ได้น้อยลง  เหตุติดแท็บเล็ตมากไป จนไม่มีเวลาในการฟัง และทดลองพูดคำใหม่ๆ 

เดลีเมล์ รายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาว่า เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสาร ใหม่ๆน้อยลง เนื่องจากใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และสมาร์ตโฟน มากเกินไป จนทำให้เวลาที่จะนำไปใช้ในการพูดคุยกับครู หรือผู้คนในสังคมลดน้อยลงไป

มาร์โค คาตานี นักจิตวิทยา แห่งสถาบันจิตวิทยา ของคิงส์คอลเลจ ในกรุงลอนดอน ระบุว่า สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ที่เกิดจากฟังคนอื่นๆ พูดคุยในชีวิตประจำวันมากกว่า ดังนั้นการที่เด็กใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตมากเกินไป ก็จะทำให้พลาดโอกาสในการฟังถ้อยคำที่ใช้พูดน้อยลงไป

“พวกเด็กๆมักจดจ่ออยู่กับเทคโนโลยีเหล่านี้มากเกินไป  ซึ่งการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน จะทำให้เด็กเห็นเฉพาะภาพเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้นพวกเขาจึงมีคำศัพท์ที่อยู่ในหัวน้อยกว่าเด็กในรุ่นก่อนหน้านี้” มาร์โค คาตานี กล่าว

นอกจากนี้ นักจิตวิทยา ของคิงส์คอลเลจ ยังกล่าวต่อว่า การวัดและทดสอบความรู้จากการให้พูดปากเปล่าที่มีมาอย่างยาวนานก็กำลังเสื่อม ถอยลง เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ต่างหันไปให้ความสำคัญกับการจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไปจนถึงสมาร์ตโฟนมากเกินไป   

ทั้งนี้ ผลวิจัย ของคาตานี ระบุว่า จากการศึกษาด้วยการสแกนสมองของเด็ก 27 คนที่เข้าทำการทดสอบด้วยการให้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ปรากฏว่า การฟัง และการพูด จะทำให้เด็กสามารถเข้าใจและซึมซับคำศัพท์ใหม่ๆได้มากขึ้น

“เมื่อคุณฟังคำศัพท์ใหม่ๆ ด้วยการหัดฟัง และพูดซ้ำไปมา จนสามารถพูดได้อย่างถูกต้อง จะทำให้คุณมีคำศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้นในหัวมากขึ้น”มาร์โค คาตานี กล่าว

ทั้งนี้ การหมกมุ่นอยู่กับ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ตมากเกินไปยังถูกมองอีกว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมาธิเด็กสั้นลง และทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะมีอุปนิสัยที่มองตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกๆสิ่ง มากขึ้น หรือเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น

แหล่งที่มา  โพสต์ทูเดย์


Monday, October 22, 2012

เกมส์..มหันตภัยใกล้ตัวลูก



         ในยุคสมัยเทคโนโลยีก้าวไกลเช่นทุกวันนี้ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลายเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวัน ประจำบ้านเกือบทุกครอบครัว ซึ่งมีผลดีในการเพิ่มความรวดเร็วในการทำกิจวัตรประจำวัน แต่ก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน

          ในทางการแพทย์ภาวะติดสิ่งเสพติดต่าง ๆ นั้น ไม่เฉพาะแต่สารเสพติดที่เป็นสารเคมี เช่น เหล้า บุหรี่ ยาบ้า เท่านั้น แต่การกระทำหรือพฤติกรรมก็เป็นสิ่งเสพติดได้ เช่น เกมส์ การพนัน การติดบางอย่างนำพาความเสียหายเข้ามาในชีวิตและครอบครัว  แต่พฤติกรรมการติดบางอย่างก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ เช่น ติดการเล่นกีฬา ติดการทำบุญไหว้พระ

          ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็ก ๆ ในครอบครัวของเรามีพฤติกรรมการเสพติดในสิ่งที่ดี เหล่านี้จึงเป็นข้อคิดให้ผู้ปกครอง คุณพ่อ คุณแม่ ทั้งหลายตระหนักและคิดให้รอบคอบก่อนนำอุปกรณ์เทคโนโลยีสูงมาไว้ในบ้าน ว่าจะทำให้ชีวิตของเด็ก ๆ ในบ้านดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าคิดและป้องกันล่วงหน้า วางกฎและตั้งกติกากันก่อน การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็จะนำมาซึ่งความสะดวกสบายจริง ๆ
          ในทางตรงกันข้ามถ้าบางบ้านได้พบกับปัญหาเหล่านี้แล้ว ว่าลูก ๆ ใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการเล่นเกมส์ การที่จะนิ่งดูอยู่เฉย ๆ หรือลุกขึ้นมาหาวิธีหยุดยั้งพฤติกรรมเหล่านั้น ขึ้นอยู่กับตัวคุณพ่อคุณแม่เอง
รู้ได้อย่างไรว่าลูกติดเกมส์

          การที่ลูกอยู่ในภาวะติดเกมส์หรือไม่นั้น คุณพ่อ คุณแม่สังเกตได้ว่าลูกมีลักษณะต่อไปนี้เกิน 3 ข้อขึ้นไป (ข้อมูลจาก ICD-10 สถาบันสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข)
1. มีความต้องการมากหรือบ่อยที่จะเล่นเกมส์
2. ควบคุมการเล่นให้อยู่ในเวลาไม่ได้ เช่น การเริ่มเล่น การหยุดเล่น หรือความถี่รวมถึงความยาวนานในการเล่น
 3. ถ้าหยุดเล่นหรือถูกห้ามไม่ให้เล่น จะมีอาการต่าง ๆ เช่น หงุดหงิด ก้าวร้าว อารมณ์ไม่ดี เป็นต้น
4. เกิดภาวะ Tolerance คือ มีความต้องการเล่นเกมส์เพิ่มมากขึ้น ทั้งจำนวนเวลาในการเล่น และจำนวนครั้งในการเล่น
5. ค่อย ๆ เหินห่างไม่สนใจสิ่งที่เคยพึงพอใจอื่น ๆ เช่น การพูกคุยกับครอบครัวหรือเล่นกีฬากับเพื่อน ๆ  เพื่อเอาเวลาเหล่านั้นไปหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมส์
6. ยังคงเล่นเกมส์อยู่แม้จะมีหลักฐานแสดงถึงผลกระทบที่ไม่ดีแล้ว เช่น ผลการเรียนลดลง สายตาแย่ลง ปวดศีรษะบ่อย ๆ เป็นต้น
          จาก 6 ประการข้างต้น ถ้าลูกหรือบุตรหลานของเราเข้าข่าย 3 ใน 6 ข้อ จัดว่าเข้าเกณฑ์การติดเกมส์แล้ว จำเป็นที่จะต้องยุติ หรือดึงชีวิตเขาออกมาจากภาวะดังกล่าว ซึ่งแน่นอนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพียงแค่บอกหรือสั่งเท่านั้น คงต้องมีวิธีการอื่น ๆ ทดแทน หมายถึงต้องมีกิจกรรมอื่น ให้เขา ซึ่งสิ่งทดแทนนั้นก็ต้องน่าสนใจพอสมควร  เป็นต้นว่า การให้เขาหันมาติดการออกกำลังกายแทน หรือการไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว  โดยกิจกรรมต่าง ๆ ที่มาทดแทนต้องกระทำไปพร้อม ๆ กับการตั้งกฎระเบียบในการเล่นเกมส์ โดยมีระยะเวลาที่แน่ชัด มีแนวทางที่คุมได้ เช่น ถ้าไม่เล่นในเวลาที่ตั้งไว้ จะต้องถูกยุติการมีเกมส์อยู่ในบ้าน
          ทั้งนี้ผู้ใหญ่ในบ้านต้องมีบทบาทในการคุมเกมส์ให้เป็นไปตามกฎที่ตั้งขึ้น  ความยากลำบากก็คงอยู่ตรงนี้ เพราะผุ้ใหญ่บางคนยอมตัดความรำคาญในการยื้อเถียงกับเด็ก โดยการปล่อยให้เล่นตามที่เด็กต้องการเพื่อความสงบในบ้าน หรือยิ่งไปกว่านั้นเพราะบางบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ก็ติดเกมส์ซะเอง
          คงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ หากกฎมีไว้ฝ่าฝืน และผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีซะเอง หากจะคุยกันเรื่องเด็กติดเกมส์ คงต้องคุยกัน 3 วัน 3 คืน ไม่จบ 
บทความโดย  พ.ญ.หัทยา ดำรงค์ผล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
                        www.chaophyachildrenhospital.com


Wednesday, May 9, 2012

พ่อแม่สมัยใหม่ รู้ทันภัยใน "โลกไซเบอร์"



โลกการสื่อสารทุกวันนี้รวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส สื่อต่างๆ ออนไลน์เข้าถึงทุกครัวเรือนโดยเฉพาะเด็กๆ
 
เรื่องที่เด็กมักถูกโดนกระทำมากที่สุดคือ ถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายจากเพื่อนเด็กอื่นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตหลายครั้ง

ในกรณีการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ ในทัศนะของคุณพ่อคุณแม่อาจจะถือเป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากเชื่อใจ มั่นใจ และไว้วางใจตัวลูกว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการรังแกผ่านโลกไซเบอร์

เดิมเราเห็นเด็กรังแกกันต่อหน้า แต่ปัจจุบันมีรูปแบบการรังแกผ่านโลกไซเบอร์แทน ซึ่งสุดท้ายก็สร้างความเจ็บปวดให้เด็กเช่นกัน ในต่างประเทศประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะมีการตาย ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน เรื่องนี้เป็นปัญหาซุกพรมที่เกิดขึ้นมาก

"ไซเบอร์ บูลลี่ (Cyber-bullying)" หรือการรังแกผ่านโลกไซเบอร์ เป็นความรุนแรงระหว่างเด็กกับเด็ก และทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น โพสต์รูปภาพ ข้อความไม่จริง ด่าทอให้ร้ายกัน หรือลบเพื่อนกลุ่มเดียวกันออกไป สำหรับผู้ใหญ่แล้วเรื่องเหล่านี้รู้สึกเฉยๆ แต่เด็กๆ เจ็บปวด และแน่นอนเมื่อเกิดสถานการณ์การรังแกเกิดขึ้น คนที่รู้คนแรกคือเพื่อน และแก้ปัญหาด้วยการโต้ตอบกลับไป เป็นการสร้างวงจรความรุนแรงที่ไม่สิ้นสุด

"เด็ก 5 ขวบก็เข้าถึงอินเตอร์ เน็ต ช่วงเวลาที่ก่อให้เกิดความรุนแรงคือเวลา 18.00-20.00 น. เป็นเวลาที่พ่อแม่ทำโอที ไม่อยู่บ้าน เด็กใช้ช่วงนี้ด่าทอ ทะเลาะกัน ไม่มีใครบอกครูหรือคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจ วันนี้หากบ้านไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่สุด หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้ที่สุดจะเป็นอย่างไร

มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการต่อรองให้ลูกอยู่บ้าน จะได้ไม่ต้องไปไกลหูไกลตา หารู้ไม่ว่านำอันตรายมาตั้งไว้กลางบ้าน เด็กอาจแค่คุยกัน โชคดีที่ไม่มีการล่อลวง แต่วันหนึ่งอาจเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น ในสภาพแวดล้อมนี้ควรมีโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ เพื่อสอนให้คุณพ่อคุณแม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี

ที่เกาหลีและญี่ปุ่นเด็กถูกแกล้งจนฆ่าตัวตาย ในขณะที่สังคมไทยสร้างแต่ผู้ใช้งานแต่ไม่มีโปรแกรมเมอร์ ทำให้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่มีสติ ชั่วโมงนี้จะบอกว่าไม่ใช่ลูกเราไม่ได้อีกแล้ว ถึงเวลาต้องเฝ้าระวัง ดูแลเด็กของเรา 

ปัจจุบันเด็กมีชีวิตอยู่ในร้านเกม เขาอาจไม่ใช่เล่นเกมอย่างเดียว แต่เข้าไปแช็ตไปทะเลาะกับเพื่อน ส่งเอสเอ็มเอสแต่งเรื่องแกล้งกัน ใช้ภาษาหยาบคาย รวมถึงโพสต์ภาพที่ไม่เหมาะสม

คนที่ถูกรังแกและคนที่รังแกในโลกไซเบอร์ซึ่งเป็นโลกเสมือนที่ต่างกับชีวิตจริง เด็กคิดว่าชัตดาวน์ก็จบ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ แต่มีกรณีเด็กเล่นเกมแล้วผูกคอตายที่บ้าน โดยเขียนจดหมายทิ้งไว้ว่าอยากเกิดเป็นคนญี่ปุ่น จะได้เล่นเกมก่อนใครในประเทศไทย ไซเบอร์เป็นโลกเสมือนทำให้เด็กคิดว่าโลกความจริงเป็นมายา

นอกจากการใช้ภาษาหยาบคาย ด่าทอในเว็บบอร์ดโซเชี่ยลมีเดียมากยิ่งขึ้น ยังแกล้งโพสต์ว่าขายบริการ หรือขายไอโฟนราคาถูก ซึ่งสร้างความเสียหาย รวมถึงปลอมเข้ามาขอเป็นเพื่อน

คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจกฎหมายพ.ร.บ.การใช้คอมพิวเตอร์ รับรู้ว่าการด่าทอ ตัดต่อภาพโป๊หรือส่งอีเมล์สร้างความเดือดร้อนรำคาญมีผลทางกฎหมาย และต้องสื่อสารกับลูกให้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องของเด็กคุยกันอีกต่อไป คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เท่าทันว่าลูกเล่นอะไร ต้องรู้จักเพื่อนของลูก 
ที่สำคัญการให้โอกาสวัยรุ่นได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยความรู้สึกไว้วางใจ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ปัญหาได้ทันท่วงที อาทิ รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน เพื่อให้เป็นช่วงบอกเล่าเรื่องราวไม่สบายใจสู่ครอบครัว ตลอดจนการปลูกจิตสำนึกของลูกต่อการใช้เทคโนโลยีไซเบอร์อย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก เหล่านี้อาจเป็นแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่ง

แหล่งที่มา  คัดลอกและตัดแต่งบทความมาจาก ข่าวสด 

Friday, March 23, 2012

พฤติกรรมเด็กติดเกม


ปัจจุบันปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาหนึ่งที่หลายครอบ ครัวกังวลห่วงว่าลูกจะเสียการเรียน เสียอนาคต ไปกับการเล่นเกม

เด็ก ที่ติดเกมมักจะมีปัญหาไม่สนใจการทำกิจวัตรประจำวัน ควบคุมตนเองในการเล่นเกมไม่ได้เลย เด็กจะไม่สนใจสิ่งอื่นใด นอกจากการเล่นเกม ไม่รับผิดชอบการเรียน ปฏิเสธที่จะทำกิจกรรมอื่น มีอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อถูกตักเตือนให้เลิกเล่นเกม และหงุดหงิดเมื่อไม่ได้เล่นเกม บางคนอาจถึงขั้นโดดเรียน ขโมยเงินพ่อแม่ รวมถึงหนีออกจากบ้านไปอยู่ตามร้านเกม ซึ่งหากเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นแล้วการบำบัดรักษาจะเป็นเรื่องยากเนื่องจากลูก ไม่ให้ความร่วมมือเพราะไม่เห็นว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรระมัดระวัง ดูแลใส่ใจในการเล่นเกมของลูก รวมถึงกำหนดกฎกติการ่วมกัน เพื่อมิให้ลูกตกเป็นทาสของเกม


นฤภัค ฤธาทิพย์ กรมสุขภาพจิต
เดลินิวส์

Friday, July 23, 2010

ลูกติดเกม....... ไม่ใช่ปัญหาใหญ่??

ปัญหาลูกติดเกมดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรในความรู้สึกพ่อแม่ ตราบใดที่เห็นว่าลูกอยู่ติดบ้าน ไม่ไ้ด้ไปมัี่วสุมที่ไหน แต่ในงานศึกษาทางการแพทย์ซึ่งมีพื้นฐานจากเรื่องการทำงานของสมอง กลับพบว่า ผลการติดเกมมีความรุนแรงไม่แพ้การติดยาเสพติด ที่ส่งผลทำลายคุณภาพของเยาวชนวัยเรียนรู้ได้อย่างมหันต์

น.พ. ศิริไชย หงษ์สงวนศรี และ น.พ. พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวไว้ในการศึกษาเรื่อง Game Addiction : The Crisis and Solution ว่าเด็กวัยรุ่นที่ติดเกมมักเป็นเด็กผู้ชาย เพราะเพศชายนิยมเล่นเกมคอมพิวเตอร์และใช้เวลาเล่นเกมมากกว่าเพศหญิง เพราะผู้ชายมีความถนัดทางด้านมิติสัมพันธ์และการประสานงานระหว่างตากับมือดีกว่าเพศหญิง เกมส่วนใหญ่ยังถูกสร้างขึ้นให้มีเนื้อหาเหมาะกับเพศชาย เช่น การแข่งกีฬา การผจญภัย และการต่อสู้

ความรู้สึกเพลิดเพลินใจในการเ่ล่น และความพึงพอใจเมื่อได้รับชัยชนะในการเล่นเกม ล่อให้เด็กและวัยรุ่นติดเกม คล้ายกับผู้ป่วยติดสารเสพติดและผู้ป่วยติดการพนัน มีความต้องการเอาชนะเพิ่มขึ้นอีกจึงจะรู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม จึงเล่นในระดับที่สูงขึ้นไปอีก ทำให้ใช้เวลาเล่นเกมนานขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถูกขัดขวางการเล่นเกมจะรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายหรือมีอาการทางกายจากความเครียด มีความต้องการเล่นเกมมากขึ้นในเวลาที่รู้สึกเครียด และเล่นเกมเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญปัญหา รวมถึงมีความคิดหมกมุ่นกับเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก จนละเลยหน้าที่รับผิดชอบด้านการเรียน การทำงานบ้าน ยอมอดอาหารและอดนอนจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ยอมเลิกกิจกรรมอื่นที่เคยสนุกสนาน และมีพฤติกรรมหลายอย่างตามมา เช่น โกหก ขโมย ก้าวร้าว หนีเรียน หนีออกจากบ้าน พนัน ส่งผลกระทบหลายด้าน เช่น การเรียน การทำงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสังคม เป็นต้น มีพฤติกรรมการเล่นเกมที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยมักใช้เวลาเล่นเกมมากกว่าที่ตั้งใจไว้ แม้มีความพยายามจะลดหรือเลิกเล่นเกมแต่ไม่สามารถควบคุมตนเองให้หยุดเล่นเกมได้ ทั้งที่ทราบว่ามีผลกระทบต่อตนเองอย่างมาก

เด็กและวัยรุ่นที่มีความนับถือตนเอง (self-esteem) ต่ำ เนื่องจากไม่ค่อยได้รับความสำเร็จจากกิจกรรมอื่นๆ จะติดเกมได้ง่าย เพราะผู้เล่นทุกคนมีโอกาสชนะหรือประสบความสำเร็จมากขึ้นได้จากการเล่าซ้ำๆ และได้รับรางวัลเป็นคะแนน จึงเป็นแรงเสริมให้อยากเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ

ครอบครัวของเด็กวัยรุ่นที่ติดเกมคอมพิวเตอร์มักเป็นครอบครัวที่ขาดการฝึกวินัยให้ลูกอย่างเหมาะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก อาจเกิดเนื่องจากขาดทักษะในการฝึกวินัย ไม่มีเวลา หรือไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอ ไม่สามารถติดตามพฤติกรรมของลูกได้อย่างเหมาะสม กลุ่มเพื่อนและสังคมก็เช่นกันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นมาก เป็นแรงผลักดันอีกส่วนให้วัยรุ่นเกิดความต้องการเล่นเกมตามไปด้วย ปัจจุบันสังคมมีค่านิยมสนับสนุนให้เด็กและวัยรุ่นใช้คอมพิวเตอร์ โดยยังไม่ตระหนักถึงผลเสียและเทคโนโลยีเพียงพอ และไม่ได้เตรียมเด็กและวัยรุ่นให้พร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

เด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาซึมเศร้า รวมถึงเด็กที่ต้องการหลีกหนีการเผชิญความเครียดในด้านต่างๆ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ติดเกมได้ง่าย เล่นเกมเพื่อเกิดความเพลิดเพลิน เบนความสนใจจากปัญหาทางอารมณ์ แต่เมื่อหยุดเล่นเกม อาการดังกล่าวยังรบกวนอยู่ จึงทำให้กลับไปเล่นอีก จนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการเล่นเกมจนไม่สามารถหยุดเล่นด้วยตัวเองได้ นอกจากนี้ยังเป็นการระบายแรงขับความก้าวร้าว

ผู้ปกครองสามารถป้องกันลูกจากการติดเกมได้ด้วยการให้เด็กเรียนรู้การเล่นเกมอย่างถูกต้อง มีกติกา มีการตกลงกันก่อน พ่อแม่ควรมีความรู้เรื่องเกมและเลือกเกมที่เป็นประโยชน์ต่อลูกได้ ควรจัดระบบการเล่นเกมตั้งแต่ต้น การเล่นเกมต้องควบคุมได้ อยู่ในสายตาพ่อแม่ ในเวลาที่ำกำหนด ควรกำกับให้อยู่ในเวลาที่ตกลงกันไว้อย่างจริงจัง



แหล่งที่มา :  teens & family
                 Vol.11 No.122 May 2006

Thursday, July 1, 2010

ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียน : ติดโทรทัศน์ วิดีโอเกม และคอมพิวเตอร์

สิ่งที่พ่อแม่พึงปฏิบัติ คือ ควรทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกสนใจ หลายอย่างเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ในสมัยของพ่อแม่ไม่มีมาก่อน แต่เพื่อให้เข้าใจลูกให้มากขึ้น พ่อแม่ก็ควรศึกษาหาข้อมูล หากมีโอกาสควรใช้เวลาชมหรือเล่นเกมกับลูกเพื่อสามารถชี้แนะให้เด็กเห็นว่าสิ่งที่ปรากฎในจอนั้นถูกผิดหรือเหมาะสมอย่างไร ควรนำไปใช้เป็นแบบอย่างหรือไม่ รวมทั้งสอดแทรกค่านิยม ของสังคมที่เหมาะสมลงไปด้วย ควรให้คำแนะนำรายการที่ดีแก่ลูก สำหรับรายการหรือเกมหรือเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมก็ควรพิจารณาแยกออกไม่ให้เด็กได้ชม

เรื่องสำคัญ คือ จะต้องไม่รบกวนการเรียน ควรกำหนดเวลาที่ตายตัวให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เช่น ดูทีวีวันละ 1 ชั่วโมง เวลา 18.00 - 19.00 น. เท่านั้น และต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน หรือเล่นเกมได้เฉพาะวันศุกร์ - เสาร์ ครั้งละไม่เกิน 2 ชั่วโมง ควรมีข้อตกลงด้วยว่าถ้าไม่ทำตามจะมีมาตรการอย่างไร เช่น หักเวลาในการเล่นวันต่อไปลง พ่อแม่เองควรยึดข้อตกลงอย่างหนักแน่นและสม่ำเสมอ ควรทำตัวเป็นตัวอย่างโดยไม่ติดสื่อเหล่านี้เสียเอง พยายามจัดหากิจกรรมอื่นที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวให้ทำร่วมกันเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง "ติดสื่อ" แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

หนังสือ  :  "คู่มือการเลี้ยงลูก ตอนวัย 6 - 12 ปี" 

ผู้แต่ง    :    พญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

Wednesday, June 23, 2010

ทำไมต้องกำหนดเวลาเล่นเกม

คำถาม :
ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องกำหนดเวลาเล่นเกม ในเมื่อเด็กบางคนถึงเล่นเกมก็เรียนดีได้ก็แล้วกัน

คำตอบ :
เข้าใจว่าคำถามนี้คงเป็นคำถามของเด็กหรือวัยรุ่น หมอมีความเห็นว่าเป็นคำถามที่ดีมากเลย และรู้สึกดีใจที่เด็กหรือวัยรุ่นกล้าซักถาม กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ หมอยังมีความเห็นอีกว่ากฎระเบียบที่ผู้ใหญ่กำหนดต้องมีเหตุผลรองรับ และต้องอาศัยข้อมูลที่มีหลักฐานประกอบเพียงพอด้วย

คำตอบของหมอในข้อนี้คือเด็กหรือวัยรุ่นต้องรู้จักกำหนดเวลาในการเล่นเกมด้วยตนเอง แม้ว่ายังไม่ผลเสียต่อการเรียนก็ตาม ยกเว้นไม่สามารถควบคุมด้วยตนเองได้จึงค่อยให้ผู้ใหญ่ช่วยควบคุม โดยมีเหตุผลและข้อมูลจากการศึกษาวิจัยประกอบดังนี้

เหตุผลข้อแรก  คนที่เล่นเกมไม่ได้มีปัญหาติดเกมหรือปัญหาอื่นจากการเล่นเกมทุกคน แต่เกมคอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่ทำให้ทุกคนที่เล่นติดได้ ยิ่งเล่นเกมบ่อยและเล่นติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ยิ่งมีโอกาสมีปัญหาติดเกมมากขึ้นตามไปด้วย หมอจะอธิบายว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในลำดับถัดไป แต่ลำดับแรกจะขอกล่าวถึงพฤติกรรมที่เรียกว่าติดเกมคอมพิวเตอร์เสียก่อน คนที่ติดเกมจะมีพฤติกรรมคล้ายๆ กับคนที่ติดยาเสพติดเลยทีเดียว คือ จะรู้สึกมีความสุขในเวลาที่ได้เล่นเกม รู้สึกพึงพอใจที่เล่นเกมชนะแต่ยังต้องการเอาชนะมากขึ้นเพื่อการเล่นในระดับที่สูงขึ้นไปอีกจึงจะรู้สึกพึงพอใจเหมือนเดิม มักใช้เวลาในการเล่นเกมมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีความคิดหมกมุ่นกับเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก มีความต้องการเล่นเกมตลอดเวลา แม้ว่าจะมีผลกระทบต่อตนเองหลายด้าน เช่น การเรียน การทำงาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม เป็นต้น แต่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มักใช้เวลาเล่นเกมมากกว่าที่ตั้งใจไว้ บางทีอาจจะเคยพยายามลดหรือเลิกเล่นเกมแต่ก็ไม่สามารถควบคุมตนเองให้เลิกเล่นได้ บางคนจะรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายใจหรือมีอาการทางกายจากความเครียด เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เป็นต้น เมื่อถูกขัดขวางการเล่นเกม บางคนมีความต้องการเล่นเกมมากขึ้นในเวลาที่รู้สึกเครียด และบางคนเล่นเกมเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญปัญหาต่างๆ คนที่มีปัญหาติดเกมจะยอมอดอาหาร อดนอน ยอมละทิ้งกิจกรรมอื่นที่เคยสนุกสนาน และมักมีปัญหาพฤติกรรมหลายอย่างตามมา เช่น โกหก ขโมย ก้าวร้าว หนีเรียน หนึออกจากบ้าน และการพนัน เป็นต้น มีผู้เล่นเกมคอมพิวเตอร์บางคนเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ยอมนอน สนใจกินอาหารและดื่มน้ำน้อยมากจนเสียชีวิตมาแล้วหลายราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีข่าววัยรุ่นหมกมุ่นเล่นเกมคอมพิวเตอร์มากและอดนอนจนมีอาการโรคจิต และบางคนฆ่าตัวตายเลียนแบบเนื้อหาในเกมที่เล่นอีกด้วย

เกมคอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่ทำให้ติดได้เนื่องจากมันสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตใจของคน ได้แก่ ความสนุกสนาน ความสำเร็จ และการระบายความก้าวร้าว เป็นต้น การเล่นเกมจะมีความยากมากขึ้นตามลำดับจึงทำให้เกิดความรู้สึกท้าทาย แต่ผู้เล่นทุกคนมีโอกาสชนะหรือประสบความสำเร็จมากขึ้นได้จากการเล่นซ้ำๆ และจะได้รับรางวัล เช่น คะแนนการเล่นในระดับสูงขึ้น เป็นต้น เป็นแรงเสริมทางบวกจากการเล่นชนะทันที จึงเกิดความรู้สึกพึงพอใจที่ตนเองสามารถเอาชนะหรือประสบความสำเร็จได้ เด็กและวัยรุ่นที่ไม่ค่อยได้รับความสำเร็จจากกิจกรรมอื่นๆ ยิ่งรู้สึกสนุกและพึงพอใจกับความสำเร็จจากการเล่นเกมจนไม่สามารถควบคุมได้ เกมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน คือ เกมออนไลน์แบบ MMRPOG ยังสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตใจด้านสังคม เช่น ความรู้สึกมีกลุ่มเพื่อน การยอมรับ เป็นต้น เด็กและวัยรุ่นที่เล่นเกมออนไลน์มักควบคุมเวลาในการเล่นได้ยาก เนื่องจากความสนุกสนาน ความต่อเนื่องของเกม การมีเพื่อนเข้ามาเล่นจำนวนมากทำให้มีตัวละครในเกมหลายบทบาท ถ้าเพื่อนในกลุ่มยังไม่เลิกเล่นก็จะต้องเล่นต่อเพื่อช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่ม

ในปัจจุบันนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาผลของยาเสพติดต่อสมอง และพฤติกรรมของคนที่ติดยาเสพติดจนเข้่าใจได้เป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากคนที่ติดเกมมีพฤติกรรมที่คล้ายกับคนที่ติดยาเสพติดดังกล่าว จึงเริ่มมีการศึกษาผลของการเล่นเกมต่อสมองและพฤติกรรมของคนที่ติดเกมในลักษณะเดียวกัน ผลการวิจัยเหล่านี้พบว่าการเล่นเกมมีผลต่อสมองเช่นเดียวก้บยาเสพติด จึงทำให้เกิดพฤติกรรมแบบเดียวกับคนที่ติดยาเสพติดนั่นเอง

เหตุผลที่สอง เกมในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นเกมที่มีความรุนแรง ผลการวิจัยจำนวนมากยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่าการเล่นเกมที่มีความรุนแรงทำให้ผู้เล่นมีอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างชัดเจน เนื่องจากเกมที่มีความรุนแรง ค่อยๆ ซึมซับความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังพบว่าทำให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและความต้องการช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังมีความทุกข์ลดน้อยลง หมอขอยกตัวอย่างวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเรียนอยู่ชั้น ม. 4 โรงเีรียนที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในกทม. เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีคนหนึ่ง แต่เดิมเขามีความสุภาพเรียบร้อย มีระเบียบวินัยในตัวเอง และผลการเรียนอยู่ในขั้นดีมากมาตลอด เขามีความสามารถทั้งด้านดนตรีและกีฬา ครอบครัวของเขามีความใกล้ชิดอบอุ่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีมาก เขาเริ่มสนใจเล่นเกมออนไลน์มาได้ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาในการเล่นเกมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับที่ความรับผิดชอบและความมีระเบียบวินัยในตัวเองค่อยๆ ลดลง เขาใช้เวลาในการทำการบ้านนานมากเพราะทำการบ้านไปพร้อมกับเล่นเกมออนไลน์ไปด้วย ต่อมาเขาก็เลิกสนใจดนตรีและกีฬาที่เคยชอบ อย่างไรก็ตามผลการเรียนของเขาก็ไม่ได้ลดลงเลย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เขาบอกพ่อแม่ว่าเขายังสามารถแบ่งเวลาได้ดี มีอยู่วันหนึ่งคุณแม่เข้ามาเตือนว่าเล่นเกมนานมากเกินไปแล้ว เขาหันไปชกหน้าแม่จนตาเขียวไป 2 สัปดาห์ โดยไม่รู้สึกผิดและไม่ยอมพูดขอโทษสักคำ

ความจริงแล้วยังมีอีกหลายเหตุผล แต่ด้วยเนื้อที่จำกัดจึงขอกล่าวถึงผลกระทบต่อสุขภาพเป็นเรื่องสุดท้าย การเล่นเกมเป็นกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวน้อย ทำให้มีการออกกำลังกายน้อยลง จึงมีผลให้สุขภาพไม่แข็งแรงสมบูรณ์เท่าที่ควรจะเป็น บางคนก็ใช้พลังงานน้อยมากจนกลายเป็นโรคอ้วน และจะมีโรคอื่่นๆ ที่เป็นพรรคพวกของโรคอ้วนไม่ต่ำกว่า 10 โรคตามมาเยี่ยมเยียนเราได้อีกในอนาคต นอกจากนี้ผู้เล่นเกมคอมพิวเตอร์มักนั่งอยู่กับเก้าอี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ และอาจมีการอุดตันของหลอดเลือดที่ขาได้ เคยมีรายงานในต่างประเทศว่ามีรายหนึ่งเสียชีวิตจากเส้นเลือดที่ปอดอุดตัน

ด้วยเหตุผลคร่าวๆ ดังกล่าวจึงต้องควบคุมเวลาที่ใช้ในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ครับ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :  teens & family
                            Vol.11 No.122 May 2006

ผุ้แต่ง                  :  นพ. ศิริไชย หงษ์สงวนศรี
                             คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Saturday, June 19, 2010

เด็กติดเกม

ปัญหาและความสำคัญ

เด็กติดเกมกำลังเป็นปัญหาสำคัญในระดับโลก แม้จะยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานในการวัดว่าใครติดเกม แต่ทุกคนก็เห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของเด็ก

การติดเกมเป็นการติดเชิงพฤติกรรม

การติดของคนเรานั้น มีอยู่ สองแบบ คือ การติดสารเสพติด ซึ่งเป็นการติดทางเคมี ส่วนการติดเกมเป็นการติดที่ไม่มีการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย แต่ก็ติดได้เหมือนกัน

นักวิชาการได้นำการติดทั้งสองลักษณะมาเทียบเคียงกัน จนได้แนวคิดว่า การติดเกมน่าจะดูจากความต้องการเล่นอย่างมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ แม้จะรู้ผลดีผลเสียก็ตาม แต่ทั้งนี้แนวคิดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยอยู่ว่า จุดตัดที่เหมาะสมระหว่าง "ติด" กับ "ชอบมาก" ควรเป็นอย่างไร

ข้อแนะนำในการป้องกันการติดเกม

ข้อแนะนำนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่ประยุกต์ความรู้ในการปรับพฤติกรรมมาใช้ ยังไม่ได้เป็นแนวทางที่รับรองผลได้

การลดเงื่อนไขในการเข้าถึงเกม หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์

1.  ไม่ควรให้เด็กมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เพราะจะทำให้ควบคุมได้ยาก และคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นส่วนกลางควรวางในที่เปิดเผย ไม่อับสายตา เพื่อให้เราควบคุมกำกับได้

2.  ไม่ควรพาลูกไปฝากไว้ที่ร้านเกม เวลาพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน

3.  หากิจกรรมอื่น เป็นงานอดิเรก หรือกิจกรรมครอบครัว เพื่อลดเวลาในการเข้าหาเกม

ทำให้การเล่นเกม และเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องธรรมดาๆ

1.  พ่อแม่ควรหาความรู้คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และใช้เครื่องร่วมกัน เพื่อให้ทราบได้ว่า ลูกๆ เล่นเกมอะไร และให้คำแนะนำได้เหมาะสม

2.  ไม่ควรกดดัน จนเด็กต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะเมื่อเด็กรู้จักหลบแล้ว อาจจะมีอันตรายกว่าการที่เด็กเล่นอย่างเปิดเผย

การเตรียมการตั้งแต่เล็ก

ฝึกเด็กให้รู้จักการบังคับ ควบคุมตนเองตั้งแต่ขวบกว่าสองขวบ โดยเริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เช่น ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ปรับกิจกรรมไปตามวัย เช่น โตขึ้นก็เป็นเรื่อง การกินข้าว อาบน้ำ เมื่อเด็กรู้จักคุมตนเองตามเราบอกแล้ว ลองปล่อยให้เด็กทำเอง ถ้าทำได้แสดงว่าดี น่าจะคุมตัวเองได้

เพิ่มบทเรียนสำคัญ คือ การรู้จักทำหรือเลิก กิจกรรมใดๆ ตามเวลาที่กำหนด เช่น ดูการ์ตูนถึงกี่โมง เล่นถึงกี่โมง อาบน้ำตอนกี่โมง ไม่ต้องเคร่งครัดนักแต่ให้เด็กคุ้นเคย กับการกำกับเวลาของตัวเอง เมื่อกำกับได้ที่แล้วลองปล่อย ถ้าเด็กทำได้เองแสดงว่า เคยชินแล้ว น่าจะปลอดภัย

เมื่อเริ่มทำงานกับคอมพิวเตอร์ ใช้ความสามารถสองอย่างผสมกัน คือ การคุมตัวเอง กับการกำกับเวลาตัวเอง โดยระยะแรก พ่อแม่ต้องช่วยก่อน พอไม่ต้านมากค่อยลองปล่อยให้คุมตัวเอง แต่อย่าปล่อยจนไม่กำกับเลย ยังคงต้องกำกับอยู่ห่างๆ ตลอดเวลา