Showing posts with label เด็กกับหน้งสือ. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับหน้งสือ. Show all posts

Tuesday, July 16, 2013

9 บรรยากาศฝึกลูกรักการอ่าน




บรรยากาศที่ดี มีส่วนสำคัญในการโน้มน้าวจิตใจลูกรัก เพื่อให้คิดทำในสิ่งที่ดีได้แบบไม่ต้องเหนื่อยแรงสอนสั่งค่ะ อย่างเช่นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่วัยเบบี๋ มาติดตามกันหน่อยสิคะว่าบรรยากาศที่ดี ควรเป็นอย่างไรกันบ้าง

1.อุ่นใจในอ้อมกอด
ขณะอ่านให้ลูกฟังต้องทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ด้วยอ้อมกอดอบอุ่น สบตาแสดงความรัก สัมผัสตัวลูก ลูบหัวลูกอย่าง อ่อนโยน พูดคุยเล่นกับลูกไปด้วย ทำให้ลูกรู้สึกมั่นใจว่ามี พ่อแม่อยู่ใกล้ๆ คอยตอบสนอง และได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นที่รัก

2.ตอกย้ำด้วยน้ำเสียง
การชักชวนให้ลูกสนใจฟังที่ดีที่สุด และง่ายที่สุด คือ พ่อแม่อ่านออกเสียงดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจของลูก หรือชักชวนให้ลูกมาเปิดหนังสือร่วมกันกับพ่อแม่ แล้วพูดคุยกับลูก ถึงภาพที่เห็นในหนังสือด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น สนอกสนใจ

3.สงบเงียบได้เปรียบกว่า
จัดบรรยากาศในบ้านให้เอื้อต่อการอ่านหนังสือ ให้ลูกเลือกมุมที่เงียบสงบ ห่างไกลจากเสียงรถ เสียงในครัว เสียงทีวี เพื่อให้ลูกมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเสียงที่พ่อแม่อ่าน หรือปิดทีวีแล้วเปิดหนังสือทุกวันหลังอาหาร จะช่วยให้ ลูกรักการอ่านได้ดี

4.มุมผ่อนคลายสบายใจ
จัดมุมหนังสือในบ้านเป็นมุมสบายๆ ที่ใช้วางหนังสือต่างๆ ที่พ่อแม่จะใช้อ่านให้ลูกฟัง เป็นที่ที่ลูกสามารถหยิบจับสัมผัสนำหนังสือออกมาสำรวจได้อย่างสะดวกเมื่อใด ก็ได้ ซึ่งจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกสนใจในการอ่านต่อไปในอนาคต

5.สื่อท่าทีเป็นสุขให้ลูกเห็น
พ่อแม่แสดงท่าทีเป็นสุข และกระตือรือร้นทุกครั้งที่ หยิบหนังสือมาอ่านกับลูก โดยพ่อแม่ทำตัวสบายๆ ให้เป็นธรรมชาติ และทำให้ช่วงเวลาของการอ่านเป็น ช่วงเวลาผ่อนคลายของครอบครัว เป็นเวลาที่พ่อแม่ลูก จะได้อยู่ใกล้ชิดกัน

6.ช่วงเวลาที่เหมาะสม
ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เข้าใจระยะเวลาความสนใจ ของลูกว่ามีต่อสิ่งหนึ่งมากน้อยแค่ไหน ต้องอ่านให้ลูกฟังไม่นานจนลูกเบื่อ หรือสั้นจนลูกหงุดหงิด ถ้าลูกแสดงความสนใจสิ่งอื่นให้หยุดอ่าน อย่าฝืนอ่านจนลูกอึดอัดขัดใจ รู้สึกรำคาญนะคะ

7.หนังสือโดนใจวัยเบบี๋
เลือกหนังสือที่เหมาะกับวัยของเด็ก โดยเน้นภาพที่สวยงาม มีขนาดใหญ่ มีคำน้อยๆ มีความทนต่อมือของลูกที่ชอบสำรวจ ดึง ฉีก กัด จึงควรเลือกหนังสือที่ไม่ขาดง่าย เช่น หนังสือผ้า หนังสือลอยน้ำที่ทำจากพลาสติกเนื้อหนาหรือกระดาษแข็ง

8.ตอบสนองให้ได้ดั่งใจ
พ่อแม่ตอบสนองลูกทุกครั้งที่ลูกคลานหรือเดิน เตาะแตะไปที่มุมหนังสือ แล้วลูกแสดงทีท่าที่เป็นการส่งสัญญาณให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง เช่น ทุบหรือตีหนังสือ หรือส่งเสียงพร้อมกับชี้นิ้วไปที่หนังสือ พ่อแม่ควรสนใจลูกแล้วอ่านให้ลูกฟัง

9.มีลีลาไม่ซ้ำแบบใคร
หากิจกรรมอื่นประกอบการอ่าน เพื่อดึงดูดความสนใจลูก เช่น หาตุ๊กตา ของเล่น เกมต่างๆ ที่พ่อแม่สามารถอ่านไปเล่นไป อ่านไปร้องเพลงไป อ่านไปเต้นไป อ่านไปแสดงท่าทางตามเรื่องไป ลูกจะได้รู้สึกสนุกสนาน รักการอ่านค่ะ

แหล่งที่มา  http://www.motherandcare.in.th


Thursday, April 25, 2013

ฝึกเขียน...พัฒนาการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม



 
          การเขียน ถือเป็นพัฒนาการสำหรับเด็กวัยอนุบาล การเขียน มีข้อดีคือเป็นการช่วยฝึกล้ามเนื้อมือ แต่เรามักพบว่า เด็กหลายคนถูกบังคับ จับมือเขียน หรือลากเส้นตามรอยประ หน้าตาไม่มีความสุขสักนิด ทั้งที่จริงแล้ว การฝึกเขียน เป็นพัฒนาการที่มีขั้นตอน และมีความสำคัญไม่ต่างจากพัฒนาการด้านอื่น ๆ เลย

        
ขั้นที่ 1 ขีดเขี่ย (2-3 ขวบ) สะเปะสะปะไร้ทิศทาง จับดินสอได้ก็ขีดเขียนเส้นต่าง ๆ พันกันมั่วไปหมด โดยที่ตาอาจไม่ได้มองมือ หรือกระดาษ (ที่ตัวเองเขียน) ด้วยซ้ำ

        
ขั้นที่ 2 ควบคุมการขีดเขี่ย (3 ขวบ) แม้ร่องรอยขีดเขียนจะไม่ต่างจากขั้นแรก แต่อย่างน้อย เขาก็เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือตัวเองได้แล้ว และเขียนอย่างมีทิศทางมากขึ้น

        
ขั้นที่ 3 เขียนคล้ายตัวอักษร (3-4 ขวบ) หนูจะชอบเขียนตามจุดประ หรือลากเส้นทับคำที่อยากเขียนมาก แต่อย่าหวังว่าจะเห็นหนูเขียนได้สวยนะ เพราะมันบิด ๆ เบี้ยว ๆ โย้ไปโย้มาเหลือเกิน ฉะนั้นแม่อย่าเอาแต่ซื้อสมุดแบบฝึกหัด ให้หนูคัดเขียนมากเกินไป อย่าลืมว่าความชอบของหนูมันเป็นแค่พัฒนาการช่วงหนึ่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นหนูก็อาจเบื่อ และล้าได้เหมือนกัน

        
ขั้นที่ 4 สามารถเขียนชื่อตนเอง ลอกคำต่าง ๆ ได้ (4 ขวบ) เริ่ม เขียนคำที่มีความหมายกับเขาเองได้ เช่น ชื่อตัวเอง หรือประโยคที่ครูเคยเล่าแล้วเขาอยากเขียน (นิทานเรื่องโปรด สถานที่ประทับใจ) พอครูเขียนให้ดู เขาจะพยายามลอกตาม

        
ขั้นที่ 5 คิดเขียนคำ (4-5 ขวบ) เมื่อเด็กได้ยินได้ฟังคำอะไรมา เช่น รักแม่ เขาจะนำคำนั้นมาคิดและเขียนลงไป ว่า "รักแม่" แม้ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียง

        
ขั้นที่ 6 เขียนอย่างถูกต้อง (5-7 ขวบ) เมื่อทุกอย่างพร้อม เมื่อนั้นเขาจะเขียนคำต่าง ๆ ได้เองอย่างคล่องแคล่ว และถูกต้องมากขึ้น

         กว่าที่เขาจะพัฒนาได้เป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ ใช่ว่าจะตรงตามอายุเป๊ะ ๆ เขาอาจพัฒนาเร็ว-ช้าไม่เท่ากัน ขึ้นกับประสบการณ์ที่แต่ละคนสั่งสมมา ซึ่งการฝึกพัฒนาการมีอยู่ในกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ เช่น การฉีกกระดาษ ตัดกระดาษ ช่วยแม่ตักข้าว คีบน้ำแข็ง เปิด-ปิดขวด หนีบผ้า หยิบไข่ และกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เล่านิทาน เล่มเกมที่เกี่ยวกับคำ เช่น ท่องคำคล้องจอง สังเกตคำที่เหมือนกันตามป้ายโฆษณาบนท้องถนน

         ทำกิจวัตรเช่นนี้ให้เป็นเรื่องปกติ เมื่อนั้นเด็กจะเขียนได้เอง และเขียนอย่างมีความสุขอีกด้วย


โดย : ซอมพอ
แหล่งที่มา  http://baby.kapook.com, momypedia

Wednesday, March 27, 2013

6 เทคนิคฝึกลูกรักการอ่าน



หลังจากที่ทราบผลสำรวจเรื่องการอ่านในบ้านเรา ผลที่ออกมาช็อกคนไทยไม่น้อย ว่าคนไทยกลับอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละไม่เกิน 10 เล่ม ทั้งที่ผลวิจัยจากต่างประเทศก็ชี้ชัดอยู่ว่า การอ่านหนังสือ ให้ลูกฟังทุกวัน เพียง 5-15 นาที ทำให้สมองของเด็กวัย 3 ปีแรกพัฒนาถึง 70 % นอกจากนี้การอ่านยังเป็นการสร้างจินตนาการที่สำคัญ แถมยังเป็นประตูสู่โลกกว้างสำหรับเจ้าตัวเล็กอีกด้วย มาส่งเสริมลูกให้รักการอ่านกันเถอะ

6 เทคนิคง่ายๆ ฝึกลูกรักการอ่าน

1. การอ่านหนังสือให้ลูกฟังบ่อยๆ เป็นการปลูกฝังความรักต่อหนังสือและการอ่านที่ดีไม่น้อย โดยเฉพาะการอ่านนิทาน ที่คุณสามารถเสริมจินตนาการด้วยท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจและสนุกยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งทำให้การอ่านเข้าไปอยู่ในใจของลูกได้ไม่ยาก

2. สังเกตว่าลูกชอบหรือสนใจสิ่งใดหรือเรื่องใดเป็นพิเศษ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับการอ่าน โดยหาหนังสือที่มีเรื่องราวหรือสิ่งของที่ลูกชอบมาให้ นอกจากความประทับใจแล้ว ยังอาจสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกได้อีกทาง

3. สอดแทรกการอ่านเข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น การชี้ชวนให้ลูกอ่านป้าย ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ กระทั่งเมนูอาหาร ขณะที่ออกไปทานข้าวนอกบ้านก็ยังได้

4. บรรยากาศแห่งการอ่านสร้างได้ โดยเลือกมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน จัดเป็นมุมหนังสือ มีหนังสือหลากหลายแบบให้ลูกเลือกอ่านหรือเพื่อให้คุณอ่านให้ฟัง ซึ่งควรวางอยู่ในที่ที่ลูกเห็นและสามารถหยิบเองได้ เป็นอีกมุมกิจกรรมที่ควรมีเก้าอี้หรือโซฟานั่งสบายสำหรับเอนหลังชวนกันอ่าน

5.การพาลูกไปเลือกซื้อหนังสือเล่มโปรดด้วยตัวเอง เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างการมีส่วนร่วม และเข้ากับพัฒนาการของเด็กวัยนี้ที่เริ่มเป็นตัวของตัวเอง นอกจากร้านหนังสือแล้ว อาจพาลูกเข้าห้องสมุดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อซึมซับบรรยากาศแห่งการอ่าน

6. อ่านผ่านการเล่น นี่เป็นอีกวิธีที่ได้ทั้งความสนุกและการเรียนรู้ อาจะเป็นการทายคำ หาคำจากภาพ หรือจับคู่คำกับภาพที่เห็นก็ได้ โดยเป็นคำง่ายๆ ที่ใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน
อย่าลืมว่าคุณคือบุคคลสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อการอ่านของลูก นอกจากเทคนิคต่างๆ แล้ว การเป็นแบบอย่างของหนอนหนังสือสามารถส่งผ่านไปถึงลูกได้ ผ่านการกระทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกนั่นเองค่ะ

เลือกหนังสือให้เจ้าตัวเล็กวัย 1-3 ปี
สำหรับ เด็กวัยนี้ ยังมีความสนใจหนังสือนิทาน ที่มีภาพและสีสันสดใส ซึ่งดึงดูดใจเป็นอย่างดี อาจมีตัวหนังสือบ้าง แต่ไม่มากนัก และอาจมีหลายแบบ ทั้งแบบที่มีเสียง มีผิวสัมผัสที่หลากหลาย มีลักษณะของป๊อบอัพ มีกลิ่น หรือเป็นหนังสือแบบเรืองแสง ก็จะยิ่งเพิ่มความตื่นตาได้มากขึ้น

Concern
+มุม สำหรับอ่านหนังสือไม่ควรมีสิ่งอื่นที่ดึงดูดความสนใจของลูก อย่างวิทยุ ทีวี หรือคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสิ่งของเหล่านี้ป็นอุปสรรคสำคัญในการอ่าน
+ฝึก ลูกรักการอ่านเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา และเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าคาดหวังว่าลูกจะกลายเป็นเด็กรักการอ่านในเร็ววัน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการกดดันลูกโดยที่คุณไม่รู้ตัว

Tips
+เริ่มการอ่านด้วยการอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน วันละนิด แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาเมื่อลูกเริ่มเปิดรับ
+บรรยากาศ การอ่าน ที่นอกจากจะสนุกและตื่นเต้นแล้ว หากมีอุปกรณ์ใกล้ตัวที่สามารถนำมาใช้ในการอ่านนิทานให้ลูกฟังได้ ก็จะเพิ่มอรรถรสให้เรื่องน่าสนใจมากขึ้น

 
แหล่งที่มา  http://www.momypedia.com

Saturday, February 23, 2013

หนอนหนังสือตัวน้อย สร้างได้ตั้งแต่วัยเบบี๋



          การอ่าน เสมือนประตูบานใหญ่ ที่เปิดออกไปสู่การเรียนรู้โลกกว้างสู่การสร้างจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นยิ่งต่อการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย ดังนั้นอย่าได้มองข้ามความสำคัญของการอ่านไปเชียวค่ะ แล้วก็อย่าได้รีรอที่จะปลูกฝัง ให้ลูกน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเบบี๋กันด้วยนะคะ

เริ่มตั้งแต่วัยเบบี๋...ดีจริงหรือ ?

          ประสาทสัมผัสดี : เมื่อได้เห็นภาพ รูปทรง ได้ยินเสียงพูดได้สัมผัสผิวนิทาน ได้ฝึกมือหยิบจับ หรืออื่น ๆ นอกจากจะได้พัฒนาประสาทสัมผัสแล้ว ยังช่วยให้ลูกใกล้ชิดคุ้นเคยกับหนังสือ กลายเป็นความชอบในที่สุด

          สมองดี : เมื่อได้ฝึกการฟังเสียงอ่านของพ่อแม่ ได้เรียนรู้คำ เมื่อพูดได้ ก็สอนหัดอ่านออกเสียงพร้อมกับได้เห็นตัวอักษรถึงยังไม่รู้ความหมาย แต่ก็ถือว่าได้ฝึกออกเสียงพูด ได้เรียนรู้คำศัพท์ จึงช่วยพัฒนาสมองได้ดีด้วย

          จินตนาการดี : ภาพสวย ๆ ที่เห็น เนื้อหาสนุก ๆ ที่ได้ฟังจังหวะเสียงน่าฟังที่พ่อแม่อ่าน น้ำเสียงขึ้น ๆ ลง ที่ได้ยินเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นจินตนาการได้ดีค่ะ ยิ่งได้ฟังบ่อย ๆ ยิ่งช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และจินตนาการเพิ่มขึ้น

          ของเล่นชั้นดี : นิทานเป็นเสมือนของเล่นชั้นเยี่ยมอีกชิ้นของลูก ลองใช้นิทานเชื่อมโยงไปกับการเล่น เช่น อุ้มลูกนั่งตักเปิดนิทานเล่าเรื่อง พร้อมกับชวนลูกเล่นไปเล่าไป ลูกก็จะรู้สึกดี รู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ กับนิทานได้ดีด้วยค่ะ

          สมาธิดี : วัยนี้เสียงที่น่าฟังที่สุด คือ เสียงพ่อแม่ เมื่อได้ยินเสียงพ่อแม่ ลูกจะตั้งใจฟัง ซึ่งเป็นการสร้างสมาธิให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการฟัง สมาธิที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้ จะช่วยให้ลูกทำกิจกรรมอื่นสำเร็จลุล่วงไปได้เช่นกัน

          ได้ท่องโลกกว้าง : เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องต่าง ๆ ได้พบเห็นภาพที่ลูกไม่เคยเห็น ไม่เคยไป ถือเป็นการเปิดโลกเรียนรู้ของสมอง จึงช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ลูกเป็นเด็กรอบรู้มีวิธีคิดที่ดี มองโลกที่กว้างไกลขึ้น

เลือกหนังสืออ่านที่ดี

          หนังสือสำหรับเด็กวัยเบบี๋ ควรมีรูปร่างโค้งมน ไม่มีมุมแหลมคม ไม่ว่าจะเป็นเล่มเล็กหรือเล่มใหญ่ ทำจากวัสดุที่ทน แข็งแรง เป็นวัสดุ Non-Toxic ถ้าลูกนำเข้าปากก็ไม่เป็นอันตรายเหมาะสมกับวัย โดยเลือกเล่มที่ดึงดูดความสนใจลูกมีสีสันสดใส มีเนื้อหาไม่ยาวเกิน เพราะความสนใจของลูกยังอยู่ในช่วงสั้น ๆ หากเรื่องยาว แถมคนเล่าไม่ได้สอดแทรกความสนุกไปด้วย ก็จะทำให้ลูกเบื่อการอ่านได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

          ดังนั้นอย่าลืมลีลาการเล่าที่ลองมาคิดค้นเพิ่มขึ้นสักนิด เพื่อสร้างความสนุกให้ลูกยิ้มอารมณ์ดีกันด้วยนะคะ

 
แหล่งที่มา  http://baby.kapook.com, Mother & Care