Showing posts with label การอบรมเลี้ยงดูลูก. Show all posts
Showing posts with label การอบรมเลี้ยงดูลูก. Show all posts

Tuesday, April 21, 2015

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น




            ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด


           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็กวัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อ ลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัย นี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การ คุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

โดย: คุณนายไฮโซ
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com/view23828.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, April 6, 2015

A-Z เสริมลูกเรียนดี เริ่มที่สมาธิ




          สมาธิ คือ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ช่วยให้ลูกรับข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาสมองได้ดี แต่ถ้าเมื่อใดที่ขาดสมาธิลูกก็จะกลายเป็นเด็กขี้ลืม ไม่อดทน ซนเกินเหตุ ไม่รู้จักสังเกตไม่รอบคอบ ไม่ตั้งใจฟัง ไม่มีมารยาท แถมยังล้มเหลวได้ง่าย ไร้วินัย และไม่มีเพื่อน ถ้าไม่อยากให้ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ มาส่งเสริมสมาธิกับ A-Z กันนะคะ

Activites : กิจกรรม

          เด็กทุกคนมักสนใจสิ่งรอบข้างง่ายอยู่แล้วโดยธรรมชาติ การสร้างสมาธิจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงหาสิ่งเร้าที่เด็กสนใจ เช่น กิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจจดจ่อได้นานพอ เช่น ศิลปะ พับกระดาษ ปั้นแป้ง ฯลฯ

Book : หนังสือ

          นิทานหรือหนังสือเด็ก คือ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างสมาธิให้ลูกได้เต็มที่ เมื่ออ่านให้ฟังจบ ควรสร้างความสนใจจดจ่อให้สมาธิลูกยาวขึ้น โดยถามถึงเรื่องราวที่อ่านให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นโต้ตอบ

Clean : ทำความสะอาด

          การให้ลูกทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยสร้างสมาธิให้ลูกจดจ่ออยู่กับการทำความสะอาดได้ เช่น กวาด ถูบ้าน ตากผ้า เช็ดโต๊ะ โดยไม่ลืมให้คำชมเพิ่มกำลังใจให้ลูกรู้สึกอยากทำ และมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ นานขึ้น

Dough : ปั้นแป้งโดว์

          การให้ลูกปั้นแป้งเล่นอย่างอิสระ นอกจากจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง มีผลทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในการเขียนหนังสือแล้ว ยังช่วยสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิความสนใจจดจ่อให้ลูกได้ดีด้วย

Example : แบบอย่าง

          พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับการทำงาน ทำกิจกรรม ทำสิ่งต่าง ๆ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยทำให้ลูกเห็นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกเลียนแบบซึมซับและรับเอาเป็นแบบอย่างได้ในอนาคต

Forest : ป่าไม้

          ป่าไม้ คือ แหล่งเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีสิ่งดึงดูดใจให้เด็กอยากรู้อยากเห็น อยากสำรวจเรียนรู้ได้อย่างมีสมาธิทั้งพืชพันธุ์ ดอกไม้ ผีเสื้อ แมลง และสัตว์ป่าหลากชนิด มีโอกาสเมื่อใดอย่าลืมชวนลูกไปแคมปิ้งในป่านะคะ

Game : เกม

          เด็กมักชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม จนทำให้ติดเกมกลายเป็นสมาธิสั้นได้ง่าย ส่งผลถึงปัญหาการเรียน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมมาก ถ้าห้ามไม่ได้ควรตั้งกฎกติกากำหนดเวลาเล่นให้ลูกรับรู้ได้ปฏิบัติตามด้วย

Homework : การบ้าน

          การบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิจดจ่อได้ แต่จะทำการบ้านได้ดี มีคุณภาพ จะต้องให้ลูกทำการบ้านในห้องที่เงียบสงบ โดยปิดทีวี หรือไม่ให้มีสิ่งใดมาดึงความสนใจลูก ถ้าลูกทำการบ้านไม่ได้ไม่เข้าใจ ควรเข้ามาสอนลูก

Imagine : จินตนาการ

          จินตนาการ เป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ทำให้เด็กเกิดสมาธิต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ จึงควรส่งเสริมจินตนาการ ด้วยการเล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติกับลูก พูดคุยถามไถ่แบบปลายเปิดให้ลูกตอบอิสระ

Jigsaw : ต่อภาพจิ๊กซอว์

          การต่อจิ๊กซอว์เป็นการฝึกสมาธิที่ทำให้เด็กจดจ่ออยู่กับภาพแต่ละชิ้น เพื่อหาที่ลงให้ได้ ทั้งยังฝึกสังเกต ฝึกความอดทน เมื่อต่อสำเร็จเด็กจะภูมิใจ จึงควรให้ลูกได้เล่นต่อจิ๊กซอว์โดยเริ่มจากภาพที่ลูกโปรดปรานได้เลย

Kick out : เตะออก

          การเตะบอล เป็นกีฬาที่เด็กชอบเล่นเพราะได้ใช้ทั้งกล้ามเนื้อขา สายตา และสมาธิจดจ่ออยู่กับลูกฟุตบอลที่กลิ้งเข้ามาหา แล้วพยายามใช้เท้าเตะออก ถ้ามีโอกาสชวนลูกเล่นเตะฟุตบอล โดยโยนบอลให้ลูกหัดเตะกันเลย

Library : ห้องสมุด

          ห้องสมุด คือ แหล่งรวมความรู้อันยิ่งใหญ่ที่ควรชวนลูกไปอ่านหนังสือ เป็นสถนที่ที่เงียบสงบที่สร้างสมาธิให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้จักนิสัยค้นคว้าหาความรู้ รู้จักหนังสือดี ๆ เพื่อให้เด็กติดนิสัยรักการอ่าน

Music : ดนตรี

          หาดนตรีช้า ๆ เพลงช้า ๆ ให้ลูกฟัง เพื่อช่วยให้ลูกเกิดสมาธิ การเปิดเพลงเบา ๆ จะเพิ่มความสามารถในการจดจำและเรียนรู้ได้ดี สมองทำงานได้ดี ช่วยจัดลำดับความคิดในสมอง ลูกจะรู้สึกผ่อนคลาย เปิดรับการเรียนรู้ได้ดี

Number : นับเลข

          ฝึกนับเลข 1-10 เพิ่มสมาธิ หรือสอนให้รู้จักจำนวนสอนเขียนเลขโดยไม่จับดินสอ แต่ใช้นิ้วลากไปตามตัวเลข หรือให้หยิบกระดุมแล้วลูกทายกี่เม็ด ถ้าตอบถูกให้เก็บแล้วหยิบใหม่ ถ้าตอบผิดให้บอกจำนวนที่ถูกต้อง

Opportunity : โอกาส

          เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น สำรวจ ทำสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจ ทำให้ลูกได้ใช้สมาธิในการสังเกต ทดลอง ทดสอบ ใช้ความคิด ตัดสินใจจัดการกับสิ่งที่ทำ รู้จักเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว หรือชวนลูกไปฟังเสียงต่าง ๆ นอกบ้าน เป็นต้น

Play : เล่น

          หาของเล่นเสริมสมาธิให้ลูกมีความคิดจินตนาการ เช่น บล็อกไม้ หากระดาษ ดินสอ สีเทียนให้ลูกวาดรูประบายสี แล้วถ้าจะให้ของเล่นลูกควรให้ทีละชิ้น ไม่ควรให้หลายชิ้น เพราะจะทำให้ลูกไม่มีสมาธิกับของเล่น

Quiet : เงียบ

          จัดมุมสงบในบ้านให้ลูกได้เล่น ได้อ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่มีเสียงดังรบกวนอยู่ใกล้ ๆ จนลูกต้องเสียสมาธิ พร้อมหลีกเลี่ยงสิ่งเร้ารอบตัวไม่ให้ลูกวอกแวกกับสิ่งอื่น เพื่อให้มีสมาธิมากที่สุด

Rules : กฎระเบียบ

          จัดระเบียบเวลาในบ้านให้ลูกรับรู้เป็นระบบ เช่น เวลาตื่นนอน เวลากิน เวลาเล่น เวลาทำการบ้าน เวลาดูทีวีกับพ่อแม่ เวลาเล่นเกมถ้าลูกอยากเล่นจริง ๆ เวลาเข้านอน โดยเขียนกำหนดเวลาเหล่านี้ไว้บนกระดาษให้ลูกเห็น

Sleep : นอนหลับ

          นอนหลับสนิท คือ การนอนที่มีคุณภาพ และเพียงพอ ซึ่งมีความสำคัญต่อพัฒนาการ พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อช่วยให้ลูกแจ่มใส อารมณ์ดี มีสมาธิในการเรียนรู้ สมองจดจำดี ความคิดสร้างสรรค์

Television : โทรทัศน์

          ไม่ควรให้ลูกนั่งดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์คนเดียวนาน แม้ลูกจ้องอยู่หน้าจอได้นานก็จริงจนทำให้เข้าใจผิดคิดว่าลูกมีสมาธิดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเหล่านี้เป็นสื่อที่เปลี่ยนเร็วทั้งภาพและเสียง ทำให้ลูกสมาธิสั้น

Underline : ขีดเส้นใต้

          การขีดเส้นใต้ คือ การเน้นข้อความสำคัญให้เด่นชัดขึ้น เด็ก ๆ มักใช้ในหนังสือ หรือในสมุดโน้ตที่ได้จดบันทึกการเรียนการสอน ซึ่งการให้ลูกขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญ จะช่วยย้ำเตือนให้สมองจดจำได้อย่างมีสมาธิขึ้น

Vision : การมองเห็น

          การมองเห็น คือ หนึ่งในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่มีความสำคัญต่อเด็ก ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น หรือเวลาพูดคุยก็ให้สบตาลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักสบตากับผู้อื่น และเกิดสมาธิสนใจผู้ที่มาพูดคุยกับลูกไปด้วย

Whisper : กระซิบ

          การกระซิบจะช่วยเพิ่มสมาธิให้ลูกได้ดี ลูกจะเกิดความรู้สึกตั้งใจฟังในเสียงที่ได้ยินเบา ๆ ข้าง ๆ หู ลูกรู้สึกตื่นเต้น ดังนั้นมาเล่นเกมกระซิบบอกต่อ ๆ กันจากหัวแถวมาหางแถวดูสิว่าลูกจะจดจำข้อความได้มากน้อยแค่ไหน

Xylophone : เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง

          ควรให้ลูกเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดก็ได้ เช่น กลอง ลูกแซก หรือ Xylophone เพราลูกจะเรียนรู้จากการเล่น การเข้าไปเกี่ยวข้อง สัมผัส ทดลองจนรู้เหตุผล เมื่อทำซ้ำ ๆ ลูกก็จะเกิดสมาธิ เกิดความจำ และเรียนรู้ที่ดีด้วย

Yellow : สีเหลือง

          สีเหลือง เป็นหนึ่งในอีกบรรดาสีหลายสี ที่นำมาดึงดูดความสนใจให้ลูกเกิดสมาธิได้ โดยชวนลูกเล่นเกมแยกแยะวัตถุต่าง ๆ ตามสีเดียวกัน ต่อบล็อกตามสี หรือเล่นเกมทายสีบอกสี เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักสีต่าง ๆ ให้มากขึ้น ฯลฯ

Zone : แบ่งเป็นเขต, ส่วน

          การแบ่งเขตเป็นสัดเป็นส่วน เช่น การจัดมุมอ่านหนังสือโดยเฉพาะให้ลูก หรือการจัดมุมเล่นของเล่นให้ลูกได้เล่นแล้วรู้จักเก็บ จะช่วยให้ลูกมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง และมีสมาธิที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother&Care, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, March 31, 2015

ศิลปะ+ธรรมชาติ เสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย




          การให้ลูกได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง อย่างสร้างสรรค์สัมผัสกับธรรมชาติ และทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระในแบบที่เขาชอบและถนัด เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ลูกเรียนรู้และเติบโตอย่างมีพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกายสมอง จิตใจและอารมณ์ มีศักยภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นการพัฒนาตัวตนที่ดีของเขาในอนาคตค่ะ

ศิลปะเสริมสร้างพัฒนาการ

          หนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ก็คือศิลปะนั่นเอง คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้สัมผัสหรือทำงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ ระบายสี ปั้นดิน ฯลฯ ตั้งแต่เด็ก ตามความถนัด ความชอบ หรือให้เหมาะกับวัยของเขาค่ะ เพราะศิลปะช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มือ ข้อมือ และนิ้วมือต่าง ๆ ในการจับดินสอขีดเขียนวาดภาพ การใช้แปรงหรือพู่กันสะบัด ระบายสี การบีบ จับ ปั้นแป้งโด หรือดินน้ำมัน การพับ ฉีก แปะติดกระดาษ หรือการประดิษฐ์สิ่งของง่าย ๆ

          ทักษะด้านการตัดสินใจ การทำงานศิลปะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการคิดแก้ปัญหา ในช่วงเวลาที่ทำงานศิลปะ เด็กมีโอกาสได้คิด ได้เลือก คิดว่าจะวาดภาพแบบไหนเลือกใช้สีอะไร ได้ตัดสินใจ และได้ทดลองทำ

          ทักษะด้านภาษา นอกจากเด็ก ๆ จะได้ลงมือทำแล้ว ศิลปะยังช่วยให้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ เรื่องสี รูปทรง อุปกรณ์ และกริยาท่าทาง รวมทั้งคำศัพท์ที่ใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ ด้วย

           ทักษะในการมองเห็นและมิติสัมพันธ์ ในเรื่องของภาพ รูปทรง สีสัน และการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งช่วยทำให้เด็กมีสมาธิ ใจจดใจจ่อ ในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ

 ธรรมชาติและการเรียนรู้นอกบ้าน

          การพา ลูกไปเรียนรู้นอกบ้าน ไปสัมผัสธรรมชาติ ภูเขา ทะเล หรือสวนสาธารณะที่มีต้นไม้สีเขียวร่มรื่น มีสนามหญ้ากว้าง ๆ ก็ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีให้กับลูกค่ะ นอกจากจะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์แล้ว ลูกยังได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ช่วยให้ลูกมีความแข็งแรงของร่างกาย นอกจากนี้การได้ออกไปเจอกับโลกภายนอก พบปะผู้คน หรือได้เล่นกับเพื่อนคนอื่น ๆ ก็เป็นการเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับลูกด้วย

          เมื่อศิลปะ รวมกัน ธรรมชาติ และการได้ออกไปเรียนรู้นอกบ้าน ก็ยิ่งเพิ่มพลังสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ให้กับลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจพาลูกไปสวนสาธารณะ ช่วยลูกวาดภาพทำงานศิลปะในสวน การได้อยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้สนามหญ้าเขียว ๆ ช่วยให้ลูกรู้จักซึมซับและสังเกตธรรมชาติรอบตัว หรือจะพาลูกไปเที่ยวทะเล เดินเล่นริมหาด วาดภาพบนหาดทราย หรือใช้สมาธิกับการก่อปราสาททรายก็ได้นะคะ เมื่อรวมกันแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านให้กับลูก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดสรรช่วงเวลาศิลปะและการเรียนรู้ให้ลูกอย่างส่ำ เสมอค่ะ

 นมแม่โภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

          นอกจากจะส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกด้วยศิลปะและธรรมชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกรักเติบโตมีพัฒนาการที่ดี และพร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ก็คือโภชนาการที่ลูกได้รับนั่นเอง นับจากวันที่ลูกเกิด นมแม่คือโภชนาการแรกที่ลูกได้รับ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มีระบบการผลิตน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติที่เรียกว่า Bioactive Components เช่น ทอรีน นิวคลิโอไทด์ โพลีเอมีน ฯลฯ ในปริมาณสูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย นมแม่ยังมีโปรตีนขนาดเล็ก และไขมันที่ย่อยง่าย ดูดซึมได้เร็วลดอาการท้องอึดท้องผูกอีกด้วย

          สำหรับลูกวัยกำลังเจริญเติบโตและเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนเพียงพอ รวมทั้งได้รับนมที่มีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีน แคลเซียล โอเมก้า 3, 6, 9 และวิตามิน B2. B6, B12 ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกทั้งด้านร่างกายและสมอง ให้ลูกพร้อมเรียนรู้และมีพัฒนาการรอบด้าน

          และในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นไม่สามารถให้นมแม่ได้ หรือต้องการนมเพื่อเสริมโภชนาการ หรือต้องการเปลี่ยนนมให้ลูก ในปัจจุบันก็มีนมแพะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วย ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่มีโปรตีนและไขมันขนาดเล็กย่อยง่าย ช่วยห่างกายดูดซึมได้ดี และนำไปใช้ได้อย่างครบถ้วน เป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพทีแข็งแรงสมบูรณ์ขงลูก และถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญให้ลูกพร้อมเรียนรู้สู่โลกกว้าง และเป็นพื้นฐานที่ดีของลูกในอนาคต เพื่อพัฒนาการที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ คุณแม่จึงควรเลือกนมที่มีคุณประโยชน์และคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสมกับการ เจริญเติบโตของลูกค่ะ

          การที่คุณแม่ส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้กับลูกน้อย รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ได้เล่น ได้แสดงออกอย่างอิสระได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติ ได้ทำงานศิลปะหรือเล่นดนตรีที่ลูกชอบ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการและทักษะด้านต่าง ๆ ให้กับลูกแล้วยังมีส่วนสำคัญในการสร้างตัวตนให้ลูกเป็นเด็กที่กล้าริเริ่มทำ สิ่งใหม่ ๆ มีกระบวนการคิดในการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อเขาเติบโตขึ้นในอนาคตค่ะ

แหล่งที่มา  modernmom, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, March 21, 2015

เมื่อลูกเป็นเจ้าหนูขาวีน




           พฤติกรรมการร้องไห้เสียงดัง แผดเสียงลั่น กระทืบเท้าไปมา หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการร้องอาละวาด เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการปกติที่พบได้ในเด็กทุกคน เพื่อที่จะเรียนรู้การควบคุมตนเอง เนื่องจากเด็กวัย 2-3 ปี เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการควบคุมทุกอย่าง อยากรู้อยากเห็นและอยากเป็นอิสระ แต่ยังไม่สามารถจัดการตัวเองได้สมบูรณ์ การร้องอาละวาด จึงเป็นวิธีที่ลูกน้อยใช้เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเอง

ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

           ส่วนมากการร้องอาละวาดมักหยุดไปเองเมื่ออายุ 4 ปีแล้ว ดังนั้น หากเด็กที่อายุเกิน 4 ปี ที่มีพฤติกรรมอื่นสมวัย มีการร้องอาละวาดรุนแรงหรือเป็นถี่มากมีการทำร้ายตนเอง ทำร้ายคนอื่นทำลายข้าวของขณะร้องอาละวาด ควรพาไปปรึกษาคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลและแก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งในเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย วิธีเหล่านี้

        
* พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการอารมณ์

         *
เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น เลือกของที่ตัวเองชอบ

        
* พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ไม่, อย่า" เพราะจะกระตุ้นให้เด็กหงุดหงิดได้

        
* หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจกระตุ้นให้เด็กร้องอาละวาด เช่น การพาไปเดินแผนกของเล่นทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เป็นต้น

        
* สอนให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด แทนการร้องอาละวาด เช่น หนูโกรธ หนูเสียใจ เป็นต้น

        
* มีกฎของบ้าน ให้เหตุผลที่ต้องมีกฎนี้ ไม่ควรคาดหวังให้ลูก ทำให้สมบูรณ์แบบและไม่ควรเปลี่ยนแปลงกฎบ่อย ๆ

6 วิธีจัดการเจ้าหนูขาวีน

1. พ่อแม่ควรสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน

           ไม่ควรจัดการปัญหาขณะมีอารมณ์โกรธ เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง หากยังระงับอารมณ์ตนเองไม่ได้ ให้แยกตัวออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้าก่อน เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว จึงค่อยจัดการปัญหา และไม่ควรลงโทษเด็กขณะกำลังร้องอาละวาด

2. เบี่ยงเบนความสนใจของลูก

           เช่นหาของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียงดังมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจหรือชวนไปทำ กิจกรรมอื่นแทน ยิ่งเด็กเล็กจะยิ่งเบี่ยงเบนได้เร็วและง่ายขึ้น

3. การเพิกเฉย

           ใช้ในกรณีการร้องอาละวาดที่ไม่รุนแรง เช่น ร้องไห้ เตะขา กรีดร้อง คุณควรยืนดูเฉย ๆ อยู่ใกล้ ๆ ไม่ต้องพูดอะไรรอจนกว่าลูกจะสงบ จึงเข้าไปกอดปลอบ พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ไขหากมีครั้งต่อไป

4. หลีกเลี่ยงการตามใจลูก

           เพื่อหยุดการร้องอาละวาด เพราะเด็กจะเรียนรู้ว่าวิธีนี้ทำให้ตนเองได้สิ่งที่ต้องการ

5. หยุดพฤติกรรมทันทีเมื่อมีการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น หรือทำลายข้าวของ

           พ่อแม่ล็อกตัวเด็ก โดยจับแขนของเด็กไพล่หลัง เอาหลังเด็กชนกับหน้าอกของพ่อแม่ล็อกไว้จนกว่าลูกจะสงบ

6. ทำด้วยความสม่ำเสมอ

           ไม่ลังเลกับคำสั่ง / กฎที่คุณตั้งไว้ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกสับสนว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้

           ครั้งแรก ๆ การจัดการพฤติกรรมของลูก จะพบว่าลูกร้องอาละวาดมากขึ้นอย่างมาก แต่หากคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอสัก 3-5 ครั้ง ลูกจะเกิดการเรียนรู้ว่า ตนเองไม่ควรมีพฤติกรรมร้องอาละวาดอีกต่อไป

โดย : พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนครธน
แหล่งที่มา  Mother&Care, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต