Showing posts with label เด็กกับอารมณ์ขัน. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับอารมณ์ขัน. Show all posts

Thursday, July 11, 2013

เคล็ดลับสลายอารมณ์เครียด สร้างอารมณ์ขันให้ลูกน้อย




          เรามาหาวิธีสลายอารมณ์เครียด สร้างอารมณ์ขันให้ลูกที่ย่างเข้าสู่ช่วงวัยเตาะแตะกันอย่างสม่ำเสมอดีกว่า ดังนี้

        
ทำท่าตลก ลูกวัยนี้ยังชอบเล่นกับท่าทาง โดยเฉพาะท่าที่ทำให้ลูกประหลาดใจ เช่น จ๊ะเอ๋ ซึ่งยังใช้ได้ผลอยู่ตลอด แล้วเพิ่มท่าทางของการทำปากเบี้ยว ทำปากจู๋ หรือทำหน้าตกอกตกใจ ทำท่าปลิ้นตา มือแยกมุมปากฉีกยิ้ม หรือคิดท่าสร้างสรรค์อื่น ๆ ให้ลูกหัวเราะชอบใจได้เลยค่ะ

        
เล่นกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโยนบอลส่งให้ลูก พอบอลตกถึงพื้นให้ลองแกล้งร้อง แล้วทำท่าตกใจ ทำตาโต ยกมือทาบอก หรือทำท่าอะไรก็ได้ที่ดูเกินจริงนะคะ หรือไม่ก็ชวนลูกเตะบอล จะเตะผิดเตะถูกไม่เป็นไร เพราะลูกยังเล็ก แต่ก็ช่วยให้ลูกได้ออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อแขนขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นค่ะ

        
เพิ่มกิจกรรมดนตรี ชวนลูกเล่นขยับกายส่ายเอว โยกตัวเต้นรำฮัมเพลงสนุก เพราะลูกวัยนี้ชอบเต้นรำอยู่แล้วค่ะ อาจเปิดเพลงที่ลูกชอบแล้วเชียร์ให้ลูกเต้น หรือจะร้องเพลงเองก็ได้ จะปรบมือให้เป็นจังหวะ หรือฟ้อนรำแบบง่าย ๆ ให้ลูกทำตามก็ได้ทั้งนั้น
 
        
นิทานขำ ๆ ทำมือประกอบ ก่อนนอนทำให้ลูกอมยิ้มอารมณ์ดี ด้วยการอ่านนิทานสนุกให้ลูกฟัง โดยเลือกเรื่องขำ ๆ ถ้าจำเรื่องได้ก็เล่าให้ลูกฟังด้วยก็ดี โดยดัดเสียงตลก ๆ ประกอบ หรือทำไม้ทำมือเป็นท่าต่าง ๆ อย่างในนิทาน หรือจะใช้หุ่นมือเล่าเรื่องเป็นตัวช่วย เท่านี้ก็สร้างเสียงหัวเราะให้ลูกสนุกสนานได้แล้วค่ะ

        
ออกกำลังกันหน่อย ชวนลูกออกท่าปั่นจักรยาน เป็นกิจกรรมออกกำลังที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดีของลูกวัยนี้ เพราะทำให้ลูกทั้งรู้สึกขำขันและตื่นเต้นไปพร้อมกัน แต่ต้องดูให้ปลอดภัย เลือกสามล้อที่ลูกทรงตัวได้นะคะ

        
แม่แบบต้องดี อยากให้ลูกอารมณ์ดี ยิ้มเก่ง หัวเราะง่าย พ่อแม่ต้องเป็นคนอารมณ์ดีด้วยค่ะ เพราะลูกวัยนี้มักสังเกตพ่อแม่เพื่อเลียนแบบเสมอค่ะ ดังนั้นปีใหม่นี้หาเรื่องยิ้มให้บ่อย อย่าได้เคร่งเครียดเป็นเสือยิ้มยาก เพราะต้องคอยรำลึกนึกไว้ให้ได้เสมอว่าคุณ คือ แบบอย่างของลูกที่พร้อมจะซึมซับรับเป็นแบบอย่างได้ทุกช่วงวัย

แหล่งที่มา  คัดบทความส่วนใหญ่มาจาก http://baby.kapook.com/view55826.html

Sunday, November 18, 2012

สมองดีเพราะอารมณ์ดี


เคยได้ยินมั้ยคะว่าหากเราอารมณ์ดี สมองก็จะปลอดโปร่ง คิดอ่านสิ่งใดก็เป็นเรื่องง่ายดาย เจ้าตัวน้อยของเราก็เหมือนกันค่ะ หากเขาพึงพอใจหรือเป็นสุขใจในการทำสิ่งต่างๆ การเรียนรู้หรือการทำงานของสมองก็จะดีไปด้วย

....เพื่อพัฒนาการสมองที่ดีของลูก จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาสร้างการเรียนรู้แบบสนุกๆ และตรงกับใจเจ้าตัวน้อยของเรากันค่ะ

สนุกเรียนรู้ = สมองดี
สำหรับวัยเยาว์คำว่า ‘อารมณ์ดี’ อาจวัดไม่ได้จากท่าทางหรือพฤติกรรมแสดงออกภายนอก เพราะบุคลิกของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่จะบอกได้ว่าลูกของเรามีอารมณ์ดีอยู่หรือไม่ ก็คือความพึงพอใจหรือความสุขที่เขามีต่อสิ่งที่กำลังทำค่ะ

ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานของสมองเขา โดยตรง โดยเริ่มตั้งแต่แรกเกิดกระทั่งโต สมองของลูกจะมีเซลล์ประสาทธรรมดาที่ยังไม่มีเครือข่ายสายใยประสาท แต่หากมีความพึงพอใจเกิดขึ้น ก็จะมีการปรับโครงสร้างและสารเคมีในสมองได้ โดยเฉพาะในวัยเยาว์เป็นวัยที่มีพัฒนาการรอบด้าน หากเขาได้รับการปฏิสัมพันธ์จากพ่อ แม่ หรือได้ทำกิจกรรมที่สร้างความพึงพอใจ เขาก็จะแสวงหาในสิ่งๆ นั้นต่อ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างสนุก และความพึงพอใจนี่เองที่จะทำให้สมองสามารถเรียนรู้อย่างบูรณาการได้

เคล็ดลับ...ช่วยหนูอารมณ์ดี
1.หมั่นสังเกตหนูบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกสนุกในการเรียนรู้ หรือความสามารถในการเรียนรู้ของเขาถึงจุดไหน แล้วหากิจกรรมส่งเสริมส่วนที่ลูกมี เช่น สังเกตเห็นว่าลูกเราชอบฟังนิทาน คุณพ่อคุณแม่ลองหาหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบสวยงาม เริ่มจากการเล่าให้เขาฟังก่อน พอลูกเริ่มเก่งขึ้น ก็ลองอ่านแบบหน้าเว้นหน้า จากนั้นก็ให้เขาทายซิว่าหน้าต่อไปเป็นอย่างไร

2. ให้หนูได้ลองทำก่อน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตีกรอบในการเล่น หรือฝืนใจลูกนะคะ เพราะนั่นเท่ากับว่าเราปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้ ซึ่งเด็กแต่ละคนมีธรรมชาติหรือพื้นอารมณ์แตกต่างกัน บางคนยังไม่ทันได้เริ่มก็ร้องไห้แล้ว ทั้งๆ ที่เขาอาจพอใจกับสิ่งที่จะทำแต่ไม่กล้าลองก็ได้ค่ะ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งรีบประเมินลูกจากท่าทางที่เห็นในครั้งแรก แต่ควรให้เขาได้ลองทำสิ่งนั้นจริงๆ ก่อน แต่ถ้าทำแล้วลูกไม่ชอบคุณแม่ก็จะสามารถรู้ได้เอง จากการที่เราสังเกต และเรียนรู้ธรรมชาติของลูกค่ะ

3. หนูอยากได้สิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย การให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในสถานการณ์หรือสถานที่ที่แตกต่างกันออกไป ถือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูกได้ดีค่ะ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เด็กมีความพึงพอใจและเป็นสุข ต้องจัดให้หลากหลาย มีความยากง่ายแตกต่างกันไป ที่สำคัญต้องเปิดกว้างให้เขาได้เล่น ได้ใช้จินตนาการเต็มที่

4.อะ อะ อย่าวิจารณ์หนูนะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำ คือการวิจารณ์ลูก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราต้องพยายามไม่ตำหนิ อย่ามองว่าเป็นเรื่องถูกหรือผิด แต่ควรกระตุ้นให้ลูกได้คิด เช่น ลูกวาดรูปต้นมะพร้าว แต่ออกมาไม่เหมือนต้นมะพร้าวทั่วไป คุณแม่ก็อาจบอกเขาว่าน่าสนใจนะ เอ๊…ทำไมเป็นแบบนี้คะ เขาก็จะคิดตาม และอธิบายให้เราฟัง

5. พร้อมเรียนรู้ไปกับหนู การจะให้ลูกมีความสุขและได้พัฒนาการทางสมองที่ดี คุณแม่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับลูกทุกๆ เรื่องค่ะ เช่น หากเขามีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ คุณแม่ก็อาจต้องย้อนไปหาสาเหตุจากคนรอบข้างจากเพื่อนลูก หรือจากคุณครูที่โรงเรียน เพื่อมาประเมินสิ่งที่ลูกเป็นอยู่ เพราะหากลูกมีความผิดปกติทางอารมณ์จะได้พาไปพบแพทย์ได้ทันเวลาค่ะ

6.เชื่อเถอะค่ะ...ว่าหนูพัฒนาได้ เราต้องศรัทธาว่าลูกสามารถพัฒนาได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเชื่อว่าเรามีส่วนช่วยให้พัฒนาการของลูกเราดำเนินไปได้อย่าง ราบรื่น ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่แข็งแรงให้ลูกเรียนรู้และเป็นเด็กที่คิดเป็น สร้างสรรค์เป็นในอนาคต

7.คุณแม่ต้องพยายามเพื่อหนู เพราะบางเรื่องไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เช่น วิธีเล่น วิธีพูดกับลูก รวมทั้งการทำความเข้าใจในอารมณ์ของเขาด้วย บางทีคุณพ่อคุณแม่อาจรับมือกับลูกด้วยอารมณ์หรือใช้คำพูดที่ไปกระตุ้นอารมณ์ โกรธ อารมณ์ไม่พอใจโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่อย่าเพิ่งกังวลไปนะคะ เพราะหากเราอดทนและใช้ความพยายามปรับไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเองค่ะ

ถ้าลูกมีพัฒนาการที่ไม่เหมาะสม ไม่มีความสุขจากการเรียนรู้ ก็เท่ากับปิดกั้นพัฒนาการทางสมองไม่ให้ก้าวไกลไปด้วยค่ะ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นสังเกตและปรับตามพฤติกรรมหรืออารมณ์ของลูก อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงวัยนะคะ
   
โดย: สิริพร สมสกุล
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารเวชด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ
http://www.tinyzone.tv

Saturday, May 19, 2012

เลี้ยง ลูกอย่างไรให้เป็นเด็กที่มีความสุข


คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยวางรากฐานชีวิตที่มีความสุขให้กับ ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็ก
แม้ ว่าคุณ พ่อคุณแม่มักจะเลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อกระตุ้นพัฒนาการต่างๆ ให้เขามีสุขภาพที่ดี และคอยดูแลให้ความรักความอบอุ่น แต่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีความสุขหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้าน พัฒนาการเด็กกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถ มอบความสุขให้ลูกได้ในแบบเดียวกับการมอบของขวัญที่ห่ออย่าง สวยงาม Edward Hallowell จิตแพทย์และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "The Childhood Roots of Adult Happiness" กล่าวว่า ในความเป็นจริงเด็กที่ถูกตามใจมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการได้รับของเล่นมากมาย หรือได้รับการปกป้องมากเกินไปจากสิ่งรบกวนทางอารมณ์ มีแนวโน้มที่จะโตมาเป็นวัยรุ่นที่ขี้เบื่อหน่าย ชอบพูดจาถากถาง และไม่มีความสุข "สิ่งที่ใช้การันตีความสุขของเด็กๆ ได้ดีที่สุดนั้นอยู่ที่ปัจจัยภายใน ไม่ใช่ภายนอก" Hallowell กล่าวโดยเน้นถึงความสำคัญของการช่วยให้ลูกพัฒนาเครื่องมือภายในตัวและจิตใจ ของเขา ที่เขาจะสามารถพึ่งพาได้ตลอดทั้งชีวิต

คุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก หรอกนะคะ เพียงแต่ต้องอาศัยความอดทนและยืดหยุ่นเพียงพอในการที่จะค่อยๆปลูกฝังความ แข็งแกร่งภายใน และความชาญฉลาดหรือปัญญาที่จำเป็นต่อลูกน้อยในการจัดการกับความแปรปรวนขึ้น ลงต่างๆ ในชีวิตของเขา เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถวางรากฐานชีวิตที่มีความสุขให้กับลูกน้อย ได้ค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ควรเรียนรู้ที่จะอ่าน สัญญาณบอกเหตุ
 
เมื่อลูกน้อยเติบโตจากทารกแบเบาะเป็นเด็กที่ สามารถแสดงออกหรือเล่นได้มากขึ้นในช่วง 6 เดือน เขาจะมีวิธีแสดงให้คุณแม่รู้ว่ากำลังมีอะไรที่ทำให้เขามีความสุขหรือทำให้ เขาไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มนางฟ้าสดใสบนใบหน้าของเขาเมื่อเห็นคุณ หรือร้องไห้โยเยเมื่อมีใครเอาของเล่นหรือผ้าห่มผืนโปรดไป ในบางครั้งลูกน้อยยังสามารถเปลี่ยนจากยิ้มร่าไปเป็นร้องไห้งอแงได้ง่ายๆ อีกด้วย

จากข้อมูลของ Lise Eliot นักประสาทวิทยาสำหรับเด็ก และผู้แต่งหนังสือเรื่อง "What's Going On in There? How the Brain and Mind Develop in the First Five Years of Life" พบว่าทารกเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสมองส่วนสำคัญในระบบประสาทส่วนกลาง (celebral cortex) ที่ใช้ควบคุมอาการตอบสนองต่างๆ นั้นยังทำงานได้น้อยมาก เมื่อสมองส่วนนี้พัฒนามากขึ้นในปีต่อๆมา ลูกน้อยของคุณก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ได้ดีขึ้น

ถ้าลูกน้อยของคุณดูจะร้องไห้โยเยมากกว่า หัวเราะคิกคัก นั่นเป็นเพราะเด็กทารกมักสัมผัสสิ่งที่รบกวนจิตใจได้เร็วกว่าความสุข จึงแสดงสีหน้าร้องไห้และเจ็บปวดออกมา คุณ Eliot อธิบายว่าอาการเหล่านี้ก็เป็นเหมือนสัญญาณ SOS เพื่อกระตุ้นคนเลี้ยงให้แก้ไขสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นนั่นเอง

แต่ถ้าลูกน้อยกำลังร้องไห้ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าเขากำลังเจ็บปวด หิว หรือเบื่อ? "คุณแม่ที่ความรู้สึกไวจะสามารถแยกความแตกต่างของลักษณะเสียงร้องและการ แสดงออกทางสีหน้าได้" Paul C. Holinger ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งศูนย์การแพทย์ ของ Rush-Presbyterian-St. Luke ในชิคาโกกล่าว "คิ้ว ปาก และการเปล่งเสียงของลูก ทุกอย่างล้วนเป็นระบบที่ใช้ในการส่งสัญญาณของทารก"
 
ตัวอย่าง เช่น เด็กที่กำลังเจ็บปวดทางร่างกายจะร้องไห้โดยมุมปากโค้งลง และคิ้วทั้ง 2 ข้างจะโค้งตรงกลาง แต่ถ้าร้องไห้เพราะโกรธ หน้าของเขาจะแดง คิ้วตกลง กัดกรามแน่น และอาจส่งเสียงดังไม่พอใจ พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้ว่า เด็กที่ขี้กลัวและอารมณ์เสียง่ายเป็นเด็กที่ไม่มีความสุข แต่ศาสตราจารย์ Holinger พบว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่มักไม่ทันคิดว่าความโกรธนั้นก็เป็นผลจากการต้องเผชิญ หรือได้รับสิ่งรบกวนนั้นๆ มากเกินไป "เมื่อได้ยินเสียงดังหรือเห็นแสงสว่างจ้า เด็กจะแสดงสัญญาณของความไม่สบายกายสบายใจออกมา และถ้ายังมีเสียงดังหรือแสงสว่างนั้นเพิ่มขึ้น อารมณ์ของเด็กก็จะเปลี่ยนเป็นโกรธได้"

Carrie Masia-Warner นักจิตวิทยาเด็กและผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านความกังวลและความผิด ปกติทางอารมณ์ จาก มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค เตือนว่าไม่ควรพยายามอ่านอารมณ์ของลูกให้มากจนเกินไป "เราไม่ควรมองว่าเด็กมีความสุขหรือไม่มีความสุข เพราะเขาเพียงแค่พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจบางสิ่งบางอย่างในสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น"

แม้ว่าทารกแรกเกิดจะไม่ได้รู้สึกมีความสุขจริงๆ เมื่อพวกเขาดูท่าทางมีความสุขก็ตาม แต่เรื่องดีก็คือว่าเขาก็ไม่ได้รับรู้หรือรู้สึกอะไรเช่นกันเมื่อพวกเขากรีด ร้องขึ้นมา คุณ Eliot อธิบายต่อว่า สมองส่วนที่เรียกว่า "Cortical Emotion Centers" ของเด็กทารกจะยังไม่ทำงานจนกว่าเขาจะเข้าสู่วัย 6-8 เดือน ซึ่งเขาจะเริ่มมีอารมณ์ตามที่เขาแสดงออกให้เห็นบนใบหน้า

ลูกน้อยของคุณจะมีวิธีการของตัวเองในการแสดงให้คุณรู้ว่าเขา กำลังไม่พอใจ เด็กบางคนอาจจะร้องไห้ ขณะที่เด็กบางคนจะเกาะติดคุณพ่อคุณแม่ เมื่อคุณเริ่มรู้จักอารมณ์ของลูก คุณจะเข้าใจแต่ละสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีอะไรไม่ปกติเกิดขึ้นกับเขา และจัดการกับปัญหานั้นได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

อย่าลืมให้เวลากับความสนุก
 
แม้ว่าโมบายสีสวยที่ห้อยอยู่เหนือเตียง หรือรสชาติแสนอร่อยของกล้วยบดคำแรกอาจทำให้ลูกน้อยมีรอยยิ้มได้
 
แต่สิ่งที่ง่ายและสำคัญที่สุดในการทำให้ลูกน้อยมีความสุขก็คือตัวคุณพ่อคุณแม่นั่นเองนะคะ คุณพ่อคุณแม่เป็นพื้นฐานสำคัญอันดับแรกในการสร้างเด็กที่มีความสุข ศาสตราจารย์ Hallowell แนะนำให้คณพ่อคุณแม่ "เล่นกับลูกน้อยบ่อยๆ สร้างสายสัมพันธ์กับเขา เมื่อคุณรู้สึกสนุกในการเล่นกับลูก ลูกก็จะสนุกไปด้วย ประสบการณ์และความทรงจำที่ดีในวัยเด็กนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการการันตี ว่าลูกน้อยจะโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความสุข"

การเล่นไม่เพียงทำให้เขาสนุกเท่านั้น การปล่อยให้เขาเล่นอย่างอิสระ สร้างสรรค์ ยังเป็นการช่วยให้เขาค้นพบสิ่งที่เขารักที่จะทำอย่างมีความสุขในอนาคตได้ ด้วยนะคะ เช่น การสร้างเมืองในจินตนาการด้วยบล็อค, การปรุงยาวิเศษจากเครื่องปรุงในครัว, หรือการระบายสีน้ำ อาจสามารถชี้ให้เห็นอาชีพที่น่าจะทำให้เขามีความสุขเหมือนได้เล่นอยู่ตลอด เวลาอีกด้วยค่ะ

การช่วยลูกน้อยพัฒนาพรสวรรค์ในตัว
 
คำอธิบายของศาสตราจารย์ Hallowell เกี่ยวกับการสร้างความสุขอย่างยั่งยืนนั้น รวมถึงการรับมือกับเหตุการณ์พลิกผันหรือไม่คาดคิดด้วยนะคะ คนที่มีความสุขมักเป็นคนที่สามารถควบคุมตนเองได้ในสถานการณ์ต่างๆ ในกรณีของลูกน้อย เขาสามารถค้นพบวิธีเอาช้อนเข้าปาก หรือเดินเตาะแตะด้วยตนเองได้ ก็เนื่องจากเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดหลายๆครั้ง เรียนรู้เรื่องความพยายามตั้งใจแน่วแน่และการรู้จักควบคุมตน จนในที่สุดก็ได้สัมผัสกับความสุขที่มาจากความสำเร็จและความพยายามของเขาเอง

นอกจากนั้น เมื่อลูกน้อยทำอะไรสำเร็จ เขายังเก็บเกี่ยวการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นมาเป็นรางวัลอีกด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขาค้นพบว่าเขาสามารถควบคุมชีวิตของเขาได้เอง ถ้าเพียงเขามีความตั้งใจก็จะสามารถทำมันได้ในที่สุด งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การตระหนักถึงความสามารถในการควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเองนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสุขในชีวิตเมื่อเขาเป็น ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเวลาที่เขาได้ทำในสิ่งเขาสนใจ เขาก็จะยิ่งมีความสุขมากเมื่อเขาทำมันได้สำเร็จ

สุขภาพดี หนูก็มีความสุข
 
การนอนหลับอย่างเพียงพอ ออกกำลังกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์นั้นจำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยนะคะ การหาพื้นที่ให้เขาได้เล่นปลดปล่อยพลังงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเตะขาในอากาศ คลานเล่นกับลูกบอลลูกโปรด เดินเตาะแตะไปมา ก็ช่วยทำให้ลูกน้อยมีอารมณ์ดีได้ คุณแม่ควรคอยสังเกตว่ารูปแบบการเล่นแบบไหนที่เหมาะกับลูกของคุณ เช่น เด็กบางคนอาจชอบเล่นไปเรื่อยๆ ง่ายๆ สบายๆ ในขณะที่เด็กบางคนกลับรู้สึกอุ่นใจมากกว่าหากได้เล่นตามตารางเวลาที่กำหนดไว้

คุณแม่ควรเอาใจใส่กับผลของ อาหารประเภทที่มีต่ออารมณ์ของลูกน้อยด้วยนะคะ บางท่านพบว่า น้ำตาลช่วยเติมพลังให้ลูกน้อย แต่ก็อาจมีผลทำให้เขาขี้หงุดหงิดได้ด้วย นอกจากนี้ การแพ้อาหารและความไวต่ออาหารก็อาจมีบทบาทต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกน้อย เช่นกันนะคะ ถ้าคุณยังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อยู่ อาจพบว่าลูกมักจะขี้หงุดหงิดเอาใจยากเมื่อคุณแม่รับประทานอาหารบางประเภท ให้คุณแม่ลองปรึกษาคุณหมอของลูกน้อยดูนะคะหากสงสัยว่านมผงหรืออาหารบางชนิด อาจส่งผลต่ออารมณ์ของลูกน้อย

ปล่อยให้ลูกต่อสู้กับปัญหาด้วยตนเอง
 
ช่วง 6 เดือนแรกนั้น คุณแม่จำเป็นจะต้องตามใจทารกน้อยในทุกสิ่งที่เขาต้องการ คุณแม่ไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้เขาเอาแต่ใจ เพราะทารกน้อยวัยนี้ยังไม่รู้เรื่องพอ แต่หลังจากเขาอายุ 6 เดือนไปแล้ว ถ้าคุณยังคงวิ่งมาดูแลเขา เช่น ทุกครั้งที่เขาเกิดสะอึกนิดหน่อย ทราบไหมคะว่า คุณแม่กำลังพรากโอกาสในการเรียนรู้ที่สำคัญของเขาไปนะคะ Masia-Warner กล่าวว่า ควรปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้บ้าง ตราบเท่าที่คุณยังคงให้ความรักความเอาใจใส่แก่เขามากๆ ในเวลาอื่นๆ

แต่คุณอาจจะเถียงว่า ฉันกำลังเลี้ยงเด็กให้มีความสุขนะ! ฉันไม่ควรวิ่งไปดูและทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหรอกหรือ? ในความเป็นจริงแล้ว Masia-Warner เห็นว่านี่คือข้อผิดพลาดใหญ่หลวงที่พ่อแม่มักจะสร้างขึ้น "พ่อแม่หลายคนชอบเข้าจัดการปัญหาทุกๆ อย่างของลูกน้อยเพราะอยากเห็นเขามีความสุขตลอดเวลา แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น" Masia-Warner กล่าวอีกว่า "อย่าพยายามกระโดดลงไปและแก้ไขปัญหาให้ลูกตลอดเวลา เพราะเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอดทนกับสิ่งต่างๆ รวมถึงความรู้สึกเศร้า ไม่แฮปปี้ คุณแม่จึงควรปล่อยให้ลูกดิ้นรนหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง จะช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน"

ในช่วงขวบปีแรกของ ลูก เขาจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เช่น การนั่ง คลาน หยิบจับสิ่งของ เดิน และพูดคุย ความสำเร็จแต่ละขั้นทำให้เขาเกิดความมั่นใจและมีความสุข ดังนั้น คุณไม่ควรรีบไปช่วยหยิบของเล่นที่ลูกเพิ่งทำหล่น หรือตุ๊กตาหมีที่ลูกพยายามจะคลานเข้าไปหา แต่ควรให้เวลาเขาได้ทำอะไรด้วยตัวเองและคอยอยู่เป็นกำลังใจให้เขาจะดีกว่านะคะ

ศจ. Hallowell เห็นด้วยว่า การปล่อยให้ลูกมีประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ แม้จะเป็นสิ่งที่ยากลำบากหรืออาจทำให้เขาหงุดหงิด ระคายเคืองใจบ้าง จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในที่นำไปสู่ความสุขได้ ไม่ว่าลูกของคุณจะอายุ 7 เดือนและพยายามจะคลาน หรืออายุ 7 ปีที่กำลังต่อสู้กับการบวกลบเลข เขาก็จะสามารถจัดการกับอุปสรรคเหล่านั้นได้โดยการต่อสู้กับมันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสำเร็จ

ปล่อยให้ลูก เศร้าหรือโมโหบ้าง
 
เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น คุณสามารถสอนให้เขารู้จักชื่อเรียกของแต่ละอารมณ์ที่เขารู้สึก ตัวอย่างเช่น คุณแม่สามารถเริ่มตั้งแต่ก่อนที่เขาจะพูดได้ โดยนำรูปใบหน้าแบบต่างๆ มาให้ลูกดู และถามเขาว่าใบหน้าแบบไหนที่กำลังรู้สึกเหมือนกับเขาตอนนี้ ซึ่งลูกน้อยมักจะสามารถเรียนรู้คำที่บ่งบอกอารมณ์แสดงออกชัดเจน เช่น "สนุก" หรือ "โกรธ" ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อลูกสามารถโยงคำเข้ากับอารมณ์ของเขาได้แล้ว ก็จะค่อยๆพัฒนาความสามารถใหม่ในการเข้าใจความรู้สึกและควบคุมอารมณ์ของตนเองได้มากขึ้น
 
ที่สำคัญ คุณแม่ไม่ควรกลุ้มใจมากเกินไปเมื่อลูกแสดงความรู้สึกในด้านลบออกมานะคะ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กๆ จะอารมณ์อ่อนไหว หรือเซนซิทีฟเป็นพิเศษ เขาอาจจะเกาะติดพ่อแม่ หรือตื่นตูมไปกับสิ่งต่างๆ ได้บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความสุขหรอกค่ะ ข้อนี้สำคัญมากนะคะโดยเฉพาะเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้น เช่น เวลาเห็นเค้านั่งทำหน้ามุ่ยอยู่มุมห้องในระหว่างงานเลี้ยงวันเกิด ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคุณก็คือเข้าไปชวนให้เขาออกมาเล่นสนุกกัน แต่ทราบไหมคะว่า มันสำคัญมากที่จะปล่อยให้เขาได้สัมผัสกับความรู้สึกไม่มีความสุขบ้าง

"พ่อ แม่หลายท่านมักกังวลหรือห่วง เวลาที่เห็นลูกเศร้าหลังจากถูกปฏิเสธเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไม่ได้ถูกชวนไปงานวันเกิดเพื่อน หรือร้องไห้เพราะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ" แต่เด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้นะคะว่า บางครั้งชีวิตก็ย่อมไม่มีความสุขบ้าง และถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามไปปิดกั้นสิ่งเหล่านั้น ก็อาจเป็นการทำให้ลูกคิดว่าการรู้สึกเศร้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี คุณจึงควรต้องปล่อยให้ลูกได้สัมผัสกับความรู้สึกต่างๆ ของตัวเอง ซึ่งก็รวมถึงความเศร้าด้วยค่ะ

เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก
 
Dora Wang ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่ง University of New Mexico School of Medicine และเป็นคุณแม่ของลูกสาววัย 3 ขวบ กล่าวว่า งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คุณแม่สามารถส่งผ่านอารมณ์ของตัวเองไปสู่ลูกได้ แม้ไม่ใช่ทางพันธุกรรม แต่ผ่านทางพฤติกรรมของคุณและวิธีในการเลี้ยงดูลูก

เด็กๆ สามารถเรียนรู้อารมณ์ของพ่อแม่ได้ แม้แต่เด็กทารกเล็กๆ ก็ยังสามารถเลียนแบบอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณยิ้ม ลูกก็จะยิ้มตาม ในทำนองเดียวกัน ถ้าลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้ก็คือใจเย็นๆ และสงบเข้าไว้นะคะ เพราะลูกจะรู้สึกถึงความเครียดของคนเลี้ยงได้ค่ะ

แน่นอนว่า การเลี้ยงดูลูกน้อยอาจทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและ วุ่นวาย แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกเครียด หดหู่ หรือซึมเศร้าเป็นประจำ ก็ควรรีบปรึกษาคุณหมอนะคะ "พ่อแม่ที่มีแนวโน้มว่าจะหดหู่ มักจะไม่สามารถอยู่ในระเบียบวินัยหรือกำหนดรูปแบบในการเลี้ยงดูลูกน้อยได้ รวมถึงไม่สามารถพูดชมเชยหรือเล่นสนุกกับลูกน้อยอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนให้เกิดปัญหาทางอารมณ์" Masia-Warner นักจิตวิทยาเด็กกล่าว

สอนให้ลูกรู้จักความสุข จากการทำในสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้อื่น
 
เมื่อ ลูกของคุณโตพอ คุณสามารถสอนให้ลูกรู้ถึงความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่นผ่านบทเรียนประจำ วันเล็กๆ น้อยๆ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คนที่มีจุดหมายในชีวิตจะรู้สึกหดหู่น้อยกว่า Sharon กล่าวว่าการกุศลและการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของครอบครัวของ เธอ แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ได้ประโยชน์จากบทเรียนนี้ หลังจากเรียนเกี่ยวกับพายุเฮอร์ริเคนแคทรีน่า ลูกสาววัย 5 ขวบของ Cohn ที่ชื่อ Rebecca และเพื่อนร่วมชั้นช่วยกันรวบรวมอุปกรณ์การเรียนและกระเป๋าเพื่อบริจาคให้กับ คนที่สูญเสียสิ่งเหล่านี้

แม้ลูกน้อยจะมีอายุเพียงแค่ 10 เดือน คุณก็สามารถสอนให้ลูกรู้จักความสุขจากการเป็นผู้ให้และผู้รับได้ เช่น ถ้าคุณให้ลูกกัดกล้วยหนึ่งคำ ลองให้เขาทำเหมือนกันโดยป้อนกล้วยให้คุณคืนหนึ่งคำบ้าง แสดงให้เขาเห็นว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเขาทำให้คุณมีความสุขมากแค่ไหน ถ้าคุณหวีผมให้ลูก ก็ปล่อยให้เธอหวีผมให้คุณบ้าง ช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สามารถทำให้ลูกน้อยค่อยๆ รู้จักแบ่งปันและใส่ใจต่อผู้อื่น เมื่อลูกน้อยของคุณเติบโตขึ้น การให้เขาทำงานบ้านง่ายๆ เช่น การนำเสื้อที่ใส่แล้วของตนเองไปใส่ในตะกร้าผ้า หรือการช่วยจัดโต๊ะอาหาร ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีความสุขที่ได้แบ่งปันและทำประโยชน์ให้กับคนอื่น

แหล่งข้อมูลที่มา  :  momyweb.com  /  babytalk.yahoo.com

Sunday, April 29, 2012

เคล็บลับ เลี้ยงลูกให้มีความสุข

เมื่อมีสุข สมองก็มีประสิทธิภาพ

ใครๆ ก็อยากมีความสุข.. ใครๆ ก็อยากมีรอยยิ้ม.. ใครๆก็อยากมีเสียงหัวเราะ


          เวลา พูดถึงเรื่องความสุข ใครๆ ก็ปรารถนา และก็มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็ดูเหมือนว่าในยุคนี้ผู้คนกลับมีความสุขลดน้อยลงตรงกันข้ามกลับมีภาวะ ความเครียดมากขึ้น

          และ ท่ามกลางความเครียดครองเมือง ผู้คนก็ยิ่งมีความสุขได้ยากขึ้น ความสุขที่มีก็เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เป็นการแสวงหาความสุขเพียงเพื่อสนองตอบความต้องการเพียงชั่วครั้งคราว

          และ...ความ สุขที่ลดลงก็ส่งผลให้เด็กๆ ได้รับผลกระทบไปด้วยดิฉันเองอยู่ในวงการสื่อสำหรับเด็กและครอบครัวมายาวนาน ถ้ามีการจัดงานเสวนาหรือสัมมนาหัวข้อประมาณว่า "เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข" พ่อแม่มักจะให้ความสนใจน้อยกว่าหัวข้อในท่วงทำนองที่ว่า "เลี้ยงลูกอย่างไรให้เก่ง" หรือ "เลี้ยงลูกให้ฉลาดได้อย่างไร" อยู่เสมอ

          ส่วน หนึ่งก็เพราะเรื่องความสุขถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ยาก เป็นเรื่องที่พ่อแม่สามารถจัดการได้เอง แต่พอเอาเข้าจริง เด็กยุคนี้เติบโตขึ้นมา ท่ามกลางภาวการณ์แห่งความตึงเครียด ทั้งปัญหาสภาพแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเมืองฯลฯ

          ผู้ใหญ่ เองก็เครียด แล้วไยเด็กจะไม่เครียดเล่า...!!จริงอยู่ เราคนเป็นพ่อแม่ต่างก็ปรารถนาอยากให้ลูกมีความสุขเพราะเมื่อลูกมีความสุข นั่นหมายความว่า จะทำให้มีการหลั่งสารแห่งความสุข ที่เรียกว่า Endorphins (เอ็นดอร์ฟิน)

          ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าสารเอ็นดอร์ฟินเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการเสริมพลังด้านบวก (Positive reinforcement) โดยปริมาณของสารเอ็นดอร์ฟินในพลาสมามีความสัมพันธ์กับความรู้สึกสบายรู้สึกมีความสุข อารมณ์ดี

          และเมื่อเด็กมีความสุข อารมณ์ดี ก็จะทำให้เด็กมีสุขภาพจิตดีกินได้ นอนหลับ และเมื่อนอนหลับก็จะทำให้มี Growth ฮอร์โมนซึ่งทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง อีกทั้งความสุขจะส่งผลให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

          ฉะนั้น พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสุขให้แก่ลูกได้ดีที่สุด แล้วจะสร้างความสุขให้ลูกได้อย่างไร   

หนึ่ง สร้างทัศนคติของผู้ใหญ่ ต้องเข้าใจว่าเด็กกับความสุขเป็นของคู่กัน เด็กมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ รอบตัว โดยเฉพาะเด็กเล็กสามารถยิ้ม หัวเราะได้อย่างมีความสุข มองทุกสิ่งอย่างในโลกใบนี้เป็นเรื่องสวยงาม แต่หลังจากนั้นก็ต้องอยู่ที่ตัวเด็กว่าจะได้รับการเลี้ยงดูและประสบการณ์ อย่างไรในการดำรงชีวิต และการมีทัศนคติต่อเรื่องความสุขอย่างไร นั่นก็ไม่พ้นคนเป็นพ่อแม่ ที่น่าเศร้าใจก็คือเด็กยิ่งโต ความสุขจะยิ่งลดลง

สอง สร้างความสุขจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้ลูกได้เรียนรู้ความสุขจากธรรมชาติ จากสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ถ้าภายในบ้านหรือรอบบริเวณบ้านมีสวนหย่อม หรือมีบริเวณ หรือพื้นที่เล็กๆก็ให้ลูกได้ชื่นชมความงามจากธรรมชาติ หรือถ้าเลี้ยงสัตว์ภายในบ้านก็ให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงภาย ในบ้าน เป็นการได้เรียนรู้จักสรรพสิ่งรอบๆ ตัว เท่ากับเป็นการสอนให้ลูกได้ซึมซับความสุขสงบจากธรรมชาติ จากสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ความเรียบง่ายเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ซึมซับและเรียนรู้การค้นพบความสุข จากด้านในของจิตใจ

          สาม สร้างความสุขจากการเล่น การให้ลูกได้วิ่งเล่น ได้ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือเล่นของเล่นเด็กก็สามารถมีความสุขได้มากมาย เพราะการเล่นของเด็กทำให้เด็กได้เรียนรู้ ได้รับความสุข บางครั้งก็เล่นบทบาทสมมติ การเล่นของเด็กก็คืองานชนิดหนึ่ง

          แต่ ด้วยค่านิยมคลาดเคลื่อนของผู้ใหญ่ที่เข้าใจว่าการเล่นเป็นเรื่องไร้สาระ หรือต้องเล่นเพื่อพัฒนาสมองอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายอยากให้ลูกเก่ง ก็จะทำให้การเล่นกลายเป็นเรื่องไม่มีความสุขไปได้

          สี่ สร้างความสุขจากการเรียนรู้ ตราบใดที่เป้าหมายการเรียนรู้ของเด็กคือการเรียนเก่ง การแข่งขันทางด้านการศึกษา ทางวิชาการอย่างเดียว  ก็ยากที่เด็กจะได้มีความสุขจากการเรียนรู้  ตรงกันข้ามเด็กก็จะเต็มไปด้วยสภาพความเครียด เพราะต้องมุ่งไปที่การแข่งขันและทำตามความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่มากกว่า

          แต่ ต้องให้เด็กได้เรียนรู้จักโลกภายนอกห้องเรียน และเรียนรู้ทักษะชีวิตอื่นๆ อย่างรอบด้าน และการเรียนรู้ ในด้านอื่นๆ เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักตัวเอง ว่าตนเองถนัดสิ่งใด ทำอะไรได้ดี และมีความสุขในการทำสิ่งใด

          ห้า สร้างความสุขจากความรักความอบอุ่นของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดให้ความรัก ให้ความอบอุ่นเด็กที่อยู่ท่ามกลางครอบครัวที่มีความสุขจะมีความภาคภูมิใจใน ตนเอง จะเกิดความรู้สึกมั่นคง และความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์จะทำให้เด็กมีความสุข

          ขณะ เดียวกันระหว่างการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูกอาจเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ เพื่อให้ลูกรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ก็เป็นการกระตุ้นสารแห่งความสุขให้หลั่งในสมองของลูกได้อีกทางหนึ่ง

          นอก จากนี้ การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูก ทั้งการให้ลูกได้เคลื่อนไหว ได้เล่น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือกระทั่งการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้  ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มพลังให้สมองลูกทั้งนั้น เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้สมองหลั่งสารจำพวกNeurotrophic Factors (นิวโรโทรฟิก แฟกเตอร์)

          สาร ดังกล่าวเปรียบเสมือนสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาทมีความสำคัญอย่างมาก ในช่วงที่สมองกำลังพัฒนา โดยทำหน้าที่กระตุ้นในการสร้างเซลล์ประสาทให้แตกแขนงยืดยาวออก เพื่อป้องกันการตายของเซลล์ประสาท แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้เกิดความสุข แต่จะเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้

          เมื่อลูกมีความสุขก็จะทำให้สมองหลั่งสารนิวโรโทรฟิกแฟกเตอร์ออกมาเพิ่มขึ้น ทำให้ความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น

เรื่อง การเลี้ยงลูกให้มีความสุขเป็นเรื่องไม่ยาก ความสุขของเด็กก็สุดแสนเรียบง่าย แต่ปัจจุบันเด็กกลับมีความสุขไม่ง่าย ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่ก็เพราะความคาดหวังของพ่อแม่

แหล่งที่มา  สสส / หนังสือพิมพ์ ASTV



Monday, April 16, 2012

อารมณ์ขัน สร้างสรรค์การเรียนรู้ เจ้าตัวเล็ก


อารมณ์ขันกับลูกวัยทารก


แม้ลูกยังไม่เข้าใจอารมณ์ขัน แต่ก็รับรู้ความรู้สึกได้เมื่อพ่อแม่ยิ้ม หัวเราะ ทำเสียงแปลกๆ ทำหน้าตาตลกๆ ลูกรับรู้ถึงความสนุกได้แล้วค่ะ  และืีที่สำคัญ ลูกจะเลียนแบบพ่อแม่  ดังนั้น ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่หัวเราะง่าย ยิ้มง่าย ลูกที่อยู่ข้างกาย ก็ย่อมยิ้มง่าย หัวเราะง่าย และ มีอารมณ์ขันตามไปด้วยค่ะ

อารมณ์ขันมีผลดี ..... ต้องเชียร์

เพิ่มอารมณ์ดี  :  เมื่อใดที่เปลี่ยนเสียงหัวเราะของคุณให้กลายเป็นเสียงหัวเราะของลูก  ผลดีที่ลูกได้รับ คือ พัฒนาการด้านอารมณ์ ทำให้ลูกเบิกบานแจ่มใส แต่ถ้าเมื่อใดที่ลูกไม่หัวเราะ หงุดหงิด งอแง เงียบ ซึม ผลเสีย คือ ลูกจะรู้สึกไม่วางใจใคร แถมการเจริญเติบโตยังไม่ดี กินได้น้อย น้ำหนัก ส่วนสูง ขึ้นน้อย แล้วกลายเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  มีบุคคลิกภาพที่ไม่ดี เมื่อโตขึ้นค่ะ

สมองเรียนรู้ดี  :  การหัวเราะไม่เพียงเป็นตัวชี้วัดว่าลูกกำลังมีความสุข แต่ยังเป็นตัวชี้วัดด้วยว่าลูกเป็นเด็กมีการเรียนรู้ที่ก้าวหน้า เพราะร่างกายเกิดการหลั่งฮอร์โมนโดปามีน (Dopamine)  ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ทำให้คนเรามีความสุข เมื่อมีความสุข ลูกจะเกิดการเรียนรู้ที่จะก้าวหน้า พร้อมรับรู้สิ่งใหม่ๆ จดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำ  กล้ามเนื้อก็พร้อมเคลื่อนไหวสำรวจสิ่งต่างๆ ได้ดี  แถมการมีความสุข ยังช่วยให้รับมือกับความเครียดภายนอกได้ดี  ทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดในร่างกายลดลง  ลูกก็เจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงด้วย  มีแต่ข้อดี  เชื่อว่าคุณแม่คงไม่พลาดการส่งเสริมลูกด้วยเคล็บลับนี้แน่นอนค่ะ

เคล็ดลับส่งเสริมอารมณ์ขัน

* เล่นกับลูก  เช่น  จ๊ะเอ๋ เรียกให้ลูกสนใจใบหน้าพ่อแม่  เล่นปูไต่ ใช้ปลายนิ้วแตะลูกเบาๆ ให้จั๊กจี๋ หรือเล่นไล่จับให้กล้ามเนื้อ แขน ขา มือ แข็งแรงขึ้น  เล่นเป่าพุง แล้วทำหน้าสะดุ้ง ตกใจ ให้ลูกขำ  เล่นจับลูกขี่คอ แล้วกางแขนลูกบิน  เล่นขี่ม้าชมเมือง  โดยชันเข่าแล้วอุ้มลูกหงายบนเท้าแม่ ให้ลูกแนบเข่าแม่แล้วยกเท้าขึ้นลง  หรือเล่นนกบิน  โดยจับลูกนอนคว่ำ มือหนึ่งจับหน้าอก อีกข้างจับขา แล้วพาลูกบิน เล่นเหินฟ้า โดยจับตัวลูกชูขึ้นลงด้วย หรือหาโอกาสเล่นกับลูกไม่ได้จริงๆ หาโมบายแขวนไว้ให้ลูกดู แล้วถ้าให้เอื้อมคว้าได้ด้วย ลูกก็จะอารมณ์ดีได้ค่ะ

* ทำกิจกรรมสนุก  เด็กวันนี้ หัวเราะง่ายอยู่แล้ว  แค่หากิจกรรมมาทำ ลูกก็อารมณ์ดีได้  เช่น หลังอาบน้ำ นำเสื้อผ้ามาเต้นตามจังหวะเพลง หรือ จับเสื้อผ้าถูกตัวลูกแล้วพูดว่า "จั๊กจี๋"  หรือหากลองเด็กมาตีให้ดู แล้วลูกจะทำตาม หรือพาไปส่องกระจก แล้วทำท่าตลกให้ลูกทำตาม หรือวางของเล่นชิ้นโปรดไว้ให้ลูกคืบมาหยิบแล้วแกล้งแย่งของเล่น  แต่ให้ลูกได้จับจริงด้วยนะคะ  หรือซ่อนของเล่น แล้วค่อยๆ หยิบออกมาให้ลูกเห็น พร้อมทำสีหน้าตกใจ ทำท่าตกใจ หรือทำหน้าเศร้า หรือทำหน้าตลกๆ ที่ค้นพบของเล่น เท่านี้ก็เรียกเสียงหัวเราะชอบใจให้เจ้าหนูวัยเบบี๋ได้แล้วค่ะ

แหล่งที่มา :  "Mother & Care"  มกราคม 2555