Showing posts with label การดูแลสุขภาพลูก. Show all posts
Showing posts with label การดูแลสุขภาพลูก. Show all posts

Wednesday, August 10, 2016

5 วิธีแก้ปัญหาลูกกัดเล็บ หยุดพฤติกรรมก่อนติดเป็นนิสัย




วิธีเลี้ยงลูก 5 วิธีแก้ปัญหาลูกกัดเล็บ หยุดพฤติกรรมก่อนติดเป็นนิสัย บ้านไหนที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ ลองทำดูเลยค่ะ รับรองว่าเวิร์ก

           อีก หนึ่งปัญหาที่เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านต้องเคยเจอ ก็คือปัญหาที่ลูกรักชอบกัดเล็บบ่อย ๆ นี่แหละ ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจจะทำให้ลูกเสียบุคลิก รวมไปถึงอาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับฟัน และเสี่ยงกับเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ทำให้เจ็บป่วยได้ ถ้าอย่างนั้นลองมาแก้ปัญหานี้กันก่อนที่ลูกจะติดเป็นนิสัย ด้วย 5 วิธีที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากวันนี้เลยค่ะ รับรองว่าทำแล้วหยุดพฤติกรรมนี้ได้อยู่หมัดเลยล่ะ

1. อย่าทำให้เขากังวลใจ

          คุณ พ่อคุณแม่ควรเข้าใจก่อนค่ะ ว่าการที่ลูกชอบกัดเล็บนั้นเป็นเพราะเขากำลังเครียด เก็บกด หรืออาจจะเหงาไม่มีอะไรทำ เลยต้องการผ่อนคลายด้วยการกัดเล็บนั่นเอง ฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนชอบดุลูก หรือชอบทะเลาะเถียงกันเสียงดังประจำละก็ บอกเลยว่าพฤติกรรมของคุณนี่แหละคือบ่อเกิดของการที่เขาชอบกัดเล็บเลย ต่อไปเวลามีอะไรก็พูดคุยกับลูกดี ๆ อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น หรือหากคุณพ่อคุณแม่เริ่มมีการเถียงกันเกิดขึ้น ก็ขอให้ใจเย็นลงหรือไปพูดคุยกันให้ห่างจากสายตาเขาจะดีกว่า

2. อธิบายให้ลูกเข้าใจ

          ก่อน จะห้ามให้ลูกรักเลิกกัดเล็บ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้เขาเข้าใจถึงข้อเสียก่อน หากลูกเข้าใจแล้วว่า การกัดเล็บจะทำให้ลูกป่วยจนอดไปเจอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หรือจะทำให้คนอื่นอาจล้อเลียนลูกเอาได้ นั่นจะทำให้เขาเข้าใจว่าทำไมควรเลิกพฤติกรรมนี้

3. ตัดเล็บลูกให้สั้นตลอด

          เป็น วิธีง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอยู่แล้วค่ะ เพราะการที่ให้เด็กไว้เล็บยาวมีแต่ข้อเสียทั้งนั้น ทั้งทำให้มีเชื้อโรคสะสม และอาจจะไปข่วนโดนหน้าตัวเองอีก ที่แน่ ๆ คือการตัดเล็บให้สั้นตลอดยังช่วยหยุดพฤติกรรมชอบกัดเล็บได้ด้วย

4. หากิจกรรมให้เขาทำ

          แทน ที่จะให้เขาอยู่ว่าง ๆ เหงา ๆ ไม่มีอะไรทำจนหาทางออกด้วยการกัดเล็บ คุณพ่อคุณแม่ลองหากิจกรรมสนุก ๆ สุดสร้างสรรค์ให้เขาทำดูสิ ไม่ว่าจะเป็นการชวนออกไปขี่จักรยาน เดินเล่น รับ-ส่งลูกบอล หรืออาจจะเป็นกิจกรรมในบ้าน เช่น การระบายสี หรือการเล่นตัวต่อก็ได้ พูดง่าย ๆ คืออย่าให้ลูกได้มือว่าง ค่อย ๆ ทำไปรับรองว่าจะช่วยสลายพฤติกรรมนี้ได้แน่นอน

5. ชื่นชมเมื่อลูกไม่ค่อยกัดเล็บ

          เมื่อ ลองใช้วิธีให้ลูกหยุดกัดเล็บดูแล้ว ผลปรากฏว่าลูกไม่ค่อยกัดเล็บบ่อยเท่าก่อนหน้านี้แล้ว ก็ลองเอ่ยคำชื่นชมเขาสักหน่อย หรืออาจจะหาของขวัญ หรือพาออกไปกินขนมอร่อย ๆ และบอกเขาว่า สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มอบให้ คือรางวัลที่ลูกเลิกกัดเล็บนั่นเอง

          รู้ แล้วใช่ไหมล่ะคะว่า ปัญหาที่ลูกชอบกัดเล็บ ไม่ได้เกิดที่ตัวของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวคุณพ่อคุณแม่ด้วย และการจะสลายพฤติกรรมนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นและคอยสังเกตพฤติกรรมของเขาเป็นประจำ รับรองว่าไม่ยากเกินไปแน่นอนค่ะ

http://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-151982.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/hipster-toddler/

Monday, March 23, 2015

แม่จ๋า ! หนูปวดหัว




          มีคำถามบ่อย ๆ ว่า "เด็กปวดหัวด้วยหรือ" เด็กก็มีอาการปวดหัวได้ค่ะ และเมื่ออายุมากขึ้น 5 ถึง 7 ปี เค้าก็เริ่มที่จะบอกเล่าอาการของความผิดปกติของตนเองได้ดีขึ้น และเมื่ออยู่ระดับประถมศึกษาตอนต้น หรืออายุ 7 ปีขึ้นไป มากกว่าครึ่งจนถึงเด็กเกือบทุกคนจะมีการปวดหัว หรือเคยมีการปวดหัวมาก่อน

อาการปวดหัวของลูก

          การแบ่งชนิดการปวดหัว สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบกว้าง ๆ คือแบบที่มีสาเหตุ และแบบที่ไม่มีสาเหตุ แบบที่มีสาเหตุเช่น เนื้องอกในสมอง น้ำคั่งในสมอง เลือดออกในสมอง เป็นต้น ส่วนแบบที่ไม่มีสาเหตุ เช่น ไมเกรน ภาวะเครียด เป็นต้น

          ส่วนใหญ่อาการปวดหัวของเด็กจะอยู่ในกลุ่มหลัง คือแบบที่ไม่มีสาเหตุ เมื่อพ่อแม่พาลูกมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดศีรษะ แพทย์จะอาศัยการซักประวัติของการปวดหัวที่ละเอียด ว่าเด็กปวดหัวแบบมีสาเหตุใช่หรือไม่ใช่ และถ้าเป็นแบบไม่มีสาเหตุจะเป็นไมเกรนหรือไม่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยแพทย์ได้มาก และทำให้การวินิจฉัยวางแผนรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น ถ้าสามารถตอบคำถามที่ช่วยให้แพทย์แยกโรคได้ชัดเจน

ปวดหัวที่พบบ่อยในเด็ก

          ตามที่กล่าวมาแล้ว การปวดหัวบ่อยในเด็กมักเป็นแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่นึกถึงไมเกรน แต่จริง ๆ ลักษณะปวดหัวที่พบได้บ่อยกว่าไมเกรน คือ การปวดหัวแบบน่ารำคาญ

          การปวดหัวแบบน่ารำคาญ หรือปวดเป็นประจำวันประกอบด้วยการปวดหัวหลายรูปแบบ และพบมากกว่าการปวดหัวแบบไมเกรนถึง 3 เท่า การปวดชนิดนี้จะมีลักษณะปวดเล็กน้อย ไม่รุนแรง ปวดแบบดื้อ ๆ หรือเต้นตุบตุบ ตามหัวใจก็ได้ จะปวดหัวข้างศีรษะหรือสองข้างก็ได้ แต่ถ้าใช่แน่ ๆ คือปวดด้านหน้าสองข้าง ปวดมาก ตอนบ่ายหรือตอนเย็น เด็กจะเล่นได้ เรียนได้ กินอาหารได้เป็นปกติ เพียงแต่ชอบบ่นให้พ่อแม่ฟังว่าปวดหัว หากทำการซักประวัติเพิ่มเติม อาจพบปัญหาเรื่องการเรียน ความเครียด ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และอาการอื่นอีกมากมาย

          ส่วนการปวดหัวไมเกรนจะมีการปวดหัวแบบฉับพลันดูรุนแรงกว่าแบบแรก การปวดหัวจะเป็นพัก ๆ คือช่วงที่มีอาการจะดูรุนแรง แต่ช่วงที่หายปกติก็ปกติดีเหมือนไม่เป็นอะไร ซึ่งต่างจากแบบแรกที่บ่นว่าปวดหัวได้ตลอดเวลา นอกจากนี้เด็กไมเกรนอาจมีอาการซีด คลื่นไส้ อาเจียน กลัวแสง กลัวเสียง และอยากจะนอนหลับ น้อยรายที่จะมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย และอาการที่พบบ่อยคือ อาการทางสายตา ร่วมกับมึนศีรษะ เวียนศีรษะ เดินเซ

เมื่อลูกบ่นว่าปวดหัว

          การปวดหัวแบบน่ารำคาญจะใช้ยาแก้ปวด เช่น Ibuprofen อาจใช้ชนิดเดียวหรือร่วมกับพาราฯ ก็เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางรายที่ใช้ยาเกือบทุกวัน บ่อยครั้งการหยุดยาจะทำให้ผู้ป่วยหายจากการปวดหัวได้เช่นกัน เนื่องจากกรณีนี้เด็กจะมีอาการปวดหัวจากการใช้มากเกินไป ในรายที่ลูกปวดหัวบ่อยมาก หยุดโรงเรียนบ่อยและจำเป็นต้องกินยาแก้ปวดประจำ ควรมาพบแพทย์ค่ะ ให้อยู่ในความดูแลของแพทย์

มีไข้สูง ปวดหัวมาก

          กรณีเด็กมีไข้แล้วปวดหัวมาก พบได้บ่อย เพราะไข้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากกว่าปกติ เป็นการปวดหัวแบบมีสาเหตุ หรือในรายที่ปวดหัวแบบไม่มีสาเหตุอยู่ก่อน ก็จะทำให้อาการปวดหัวแบบเดิมแย่ลงไปอีก พ่อแม่มักพาลูกมาตรวจกับแพทย์อย่างเร่งด่วน หรือพาเด็กไปห้องฉุกเฉิน เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหัวจากไข้นั้น พบว่าสาเหตุของไข้ในเด็กก็มักจะเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะต้องระวังอย่างมากในเรื่องของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยเฉพาะ ไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

สังเกตเมื่อลูกปวดหัว

          ถ้าลูกมีการปวดหัวแบบน่ารำคาญ หรือปวดเป็นประจำวัน ก็สามารถปวดหัวไมเกรนได้ คือสามารถเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้ กล่าวคือเมื่อลูกปวดหัวไปพบคุณหมอเด็ก แล้วถูกบอกว่าเป็นไมเกรน เมื่อมีอาการปวดหัวครั้งต่อไปก็อาจเป็นปวดหัวแบบน่ารำคาญได้

          เด็กที่เป็นไมเกรน บ่อยครั้งกาจเกิดอาการแทรกซ้อนตามมาได้ ไม่ใช่แค่ปวดหัวและอาเจียนอย่างเดียว อาการปวดหัวที่เคยหายภายใน 24 ชั่วโมงก็อาจจะมีอาการปวดหัวติดต่อกันยาวนานมากกว่า 72 ชั่วโมงได้ และบางครั้งอาการเหล่านี้ก็ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่ว ๆ ไป หรือเด็กบางคนอาจมีอาการปวดไมเกรนบ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่ดูแลให้ดี และอาการแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่ดูน่ากลัว เช่น สมองขาดเลือดเหมือนอัมพาต และมีอาการชัก เป็นต้น

อาการปวดหัวอันตรายที่ต้องพบแพทย์

         1. ปวดหัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

         2. อายุน้อยอยู่แล้วบ่นปวดหัว โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี

         3. เด็กที่เป็นโรคพันธุกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองบางชนิด แล้วปวดหัวบ่อย ๆ

         4. ปวดหัวรุนแรงมากที่สุดและไม่เคยเป็นมาก่อน

         5. ปวดหัวตอนตื่นนอน

         6. ปวดหัวด้านใดด้านหนึ่งหรือเฉพาะที่ เป็นเวลานาน ๆ

          อย่าง ไรก็ดีไม่ว่าลูกจะมีอาการปวดหัวแบบไหน ถ้าเค้าเล่าให้ฟังว่าปวดหัวมาก ปวดหัวบ่อย สิ่งที่ควรทำคือ พูดคุยกับลูก และควรไปพบแพทย์กุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยค่ะ

แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, March 15, 2015

อากาศร้อน ระวังลูกเป็นหวัดแดด




           เห็นแดดจัด ๆ อย่างนี้จะให้ดีหลีกได้ก็หลีก เพราะแดดจัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหวัดแดดได้ด้วย ถ้าลูกมีอาการปวดหัว ตัวร้อน บางทีอาจเป็นโรคนี้อยู่ก็ได้

           ระวังลูกเป็นหวัดแดดร้อน ๆ อย่างนี้อาจป่วยได้


           หวัดแดด หรือ Summer Flu เป็นไข้หวัดที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ มีไข้สูง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก

           ติด เชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้บ่อย ได้แก่ Influennza virus ยิ่งถ้าช่วงนั้นเด็กร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่เต็มร้อยแล้วละก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายๆ เลยนะคะ การที่เด็กวิ่งเล่นอยู่กลางแจ้งอยู่นานร่วมกับอาจ ได้รับนำหรืออาหารไม่เพียงพอ เพราะมัวแต่เล่นสนุก เมื่อได้รับเชื้อโรคจากอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับร่างกายอ่อนแอทำให้เกิด ติดโรคหวัดขึ้นมาได้

11 มาตรการป้องกันหวัดแดด

         1 พักผ่อนให้เพียงพอ เด็ก ๆ ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้จิตใจแจ่มใส ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรง ไม่ป่วยออด ๆ แอด ๆ ได้ง่าย

         2 ใส่ใจการกิน กินอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้อุดมวิตามินซี เช่น ส้ม มะเขือเทศ ป้องกันโรคหวัด และดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเหงื่อที่เสียไปในฤดูร้อน

         3 หมั่นล้างมือ/พกเจลล้างมือติดตัว เด็ก ๆ ชอบนำมือมาขยี้ตา หรือหยิบขนมเข้าปากโดยไม่ล้างมือก่อน ดังนั้น ส่งเสริมสุขลักษณะนิสัยนี้ให้เขาจนติดเป็นนิสัย

         4 ออกกำลังกาย ให้ลูกเลือกกีฬาที่ชอบด้วยตนเองแล้วพากันไปออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

         5 หลีกเลี่ยงแดดจัด
แดดร้อน ๆ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายเจ้าหนูสูงกว่าปกติ จนทำให้ภูมิต้านทานลูกอ่อนแอได้ ควรหลีกเลี่ยงแดดในช่วง 10.00-15.00 น. หากจำเป็นต้องออกแดดควรหาร่ม หมวกมีปีก สวมเสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดให้เด็กๆ ทุกครั้ง

         6. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดคนที่เป็นหวัด ไอ น้ำมูก เพื่อลดโอกาสการรับเชื้อ

         7.ไม่เข้าไปในสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด ระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดีเช่น ตลาดนัด โรงภาพยนตร์

         8. คุณพ่อคุณแม่หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือน ข้าวของ ของเล่นที่ลูกใช้อยู่เป็นประจำเพื่อลดการสะสมเชื้อโรค

         9. พยายามไม่ให้เด็กใช้มือสัมผัส ใบหน้าและดวงตาบ่อย ๆ ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาด ๆ หรือกระดาษทิชชูแทนการใช้มือถ้าต้องการสัมผัสหน้า

         10. สอนให้ลูกใช้ภาชนะใส่อาหาร ช้อนส้อม แก้วน้ำที่เป็นส่วนตัว พยายามไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่น

         11. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัดให้แก่เด็ก โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 8 เดือนเป็นต้นไปและต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี เนื่องจากวัคซีนที่ฉีดในแต่ละปีจะช่วยป้องกันเชื้อหวัดที่ระบาดในปีนั้น ๆ

โดย : ภาวินี
แหล่งที่มา  momypedia, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, January 30, 2015

ฝึกให้ลูกรัก "วินัย" ในวัยเบบี๋




          พ่อแม่หลายคนมองว่า เด็กยังเล็กจะเข้าใจอะไรกับคำว่า "ระเบียบวินัย" และ มักปล่อยให้เค้ากระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีอิสระเต็มที่ อย่างการโยนข้าวของก็มองว่าเป็นการเล่นประสาเด็ก หรือการวิ่งเล่นไปทั่วบ้านโดยไม่จำกัดพื้นที่ที่อาจเกิดอันตราย เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือเด็กบางคนชอบเอาข้าวของไปโยนทิ้งนอกหน้าต่าง นอกระเบียง หรือกรีดร้องเสียงดังเมื่อไม่พอใจ ถูกขัดใจ ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเกิดจากขาดการฝึกระเบียบวินัยตั้งแต่ยังเล็ก

นอนและตื่นเป็นเวลา

          การฝึกวินัยให้ลูกวัยนี้อาจยังทำได้ไม่มาก แต่สิ่งแรกที่ควรให้เขาเรียนรู้คือ วินัยด้านเวลา เริ่มตั้งแต่กิจวัตรประจำวัน ควรกำหนดเวลากล่อมนอนและปลุกเขาตื่นอย่างเหมาะสม โดยปกติเด็กจะนอนหลับเป็นช่วง ๆ ประมาณ 3-4 ครั้งในช่วงเช้าถึงเย็น ใช้เวลาหลับประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วตื่นมาเล่นอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่เด็กหลายคนก็นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ อาจลดเวลานอนลงเหลือ 2-3 ในช่วงเช้าถึงเย็น สำหรับเด็กที่ไม่ยอมนอนเลยตลอดวัน ข้อเสียคือ จะมีผลต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ พ่อแม่ควรพยายามกล่อมให้เขานอนและตื่นเป็นเวลา ซึ่งจะเป็นการสร้างวินัยที่ดีให้เขาไปในตัว

เลิกนมขวดเพื่อสุขภาพฟัน

          ช่วงวัยนี้ควรเริ่มฝึกให้เขาเลิกนมขวด พ่อแม่หลายคนให้ลูกกินนมขวดจนหลับ ซึ่งอาจมองว่าเป็นวิธีการกล่อมลูกโดยง่าย แต่ข้อเสียคือเขาจะติดกินขวดและเลิกยากในภายหลัง เพราะเด็กมักจะร้องถ้าเอาจุกนมออกจากปาก และมักอมกัดเอาไว้จนมีผลเสียต่อการเรียงตัวของฟัน และอาจมีปัญหาต่อสุขภาพฟันและเหงือกตามมา การฝึกให้เขาเลิกนมขวดทำในวัยเล็กจะง่ายกว่า โดยให้เขากินจนเสร็จก่อนถึงเวลานอน แล้วพอถึงเวลานอน ให้ใช้วิธีตบก้นหรือลูบเขาเบา ๆ ร้องเพลงกล่อมด้วยก็ได้ เวลากินก็อาจเริ่มใช้วิธีดื่มจากแก้ว ต้องค่อย ๆ ไม่ต้องรีบ ให้เขาคุ้นชินจนสามารถเลิกได้เอง ถือเป็นการสร้างวินัยที่ดีให้เขาด้วยเช่นกัน

 
รู้จักอดทนรอคอย

          วัยนี้เด็กยังพูดไม่ได้ อาจจะเริ่มออกเสียงสั้น ๆ คำ-สองคำบ้างแล้วส่วนใหญ่การร้องขอต่าง ๆ จากพ่อแม่ จะใช้วิธีร้องแงและแสดงสีหน้าอย่างชัดเจนว่าเสียใจหรือถูกขัดใจ เพื่อให้พ่อแม่สนองตอบสิ่งที่เขาต้องการ และส่วนใหญ่พ่อแม่จะยื่นสิ่งนั้น ๆ ให้ลูกทันที หรือโอบกอดปลอบโยนเพื่อให้เขาหยุดร้อง แต่บ่อยครั้งพ่อแม่ก็ควรใจแข็ง ฝืนให้เขาร้องสักพักบ้าง เพื่อให้เขาเรียนรู้เรื่องการอดทนที่จะรอ หรือไม่ได้ในทุกสิ่งที่ร้องขอเสมอไป เช่น ถ้าเขาร้องจะเอาของเล่น (หรือของใด ๆ ที่ล่อตาล่อใจ) อย่าเพิ่งรีบยื่นให้เขา รอสักพักแล้วต่อรองว่า ถ้าเขาหยุดร้องหรือยิ้ม แล้วแม่จะให้อย่าเพิ่งวางเงื่อนไขมากไป เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจอะไรมาก ให้เงื่อนไขง่าย ๆ เพื่อต่อรองกับเขา เป็นวิธีการฝึกวินัยง่าย ๆ ที่จะค่อย ๆ เสริมสร้างให้เขามีวินัยที่ดีต่อไป

          การเสริมสร้างให้ลูกมีวินัยตั้งแต่วัยเล็กเป็นสิ่งที่ดี ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาโตพอ ดังที่สำนวนว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แก่ดัดยาก

แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต