Showing posts with label การดูแลลูก. Show all posts
Showing posts with label การดูแลลูก. Show all posts

Wednesday, August 10, 2016

5 วิธีแก้ปัญหาลูกกัดเล็บ หยุดพฤติกรรมก่อนติดเป็นนิสัย




วิธีเลี้ยงลูก 5 วิธีแก้ปัญหาลูกกัดเล็บ หยุดพฤติกรรมก่อนติดเป็นนิสัย บ้านไหนที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ ลองทำดูเลยค่ะ รับรองว่าเวิร์ก

           อีก หนึ่งปัญหาที่เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านต้องเคยเจอ ก็คือปัญหาที่ลูกรักชอบกัดเล็บบ่อย ๆ นี่แหละ ซึ่งพฤติกรรมนี้อาจจะทำให้ลูกเสียบุคลิก รวมไปถึงอาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับฟัน และเสี่ยงกับเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ทำให้เจ็บป่วยได้ ถ้าอย่างนั้นลองมาแก้ปัญหานี้กันก่อนที่ลูกจะติดเป็นนิสัย ด้วย 5 วิธีที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากวันนี้เลยค่ะ รับรองว่าทำแล้วหยุดพฤติกรรมนี้ได้อยู่หมัดเลยล่ะ

1. อย่าทำให้เขากังวลใจ

          คุณ พ่อคุณแม่ควรเข้าใจก่อนค่ะ ว่าการที่ลูกชอบกัดเล็บนั้นเป็นเพราะเขากำลังเครียด เก็บกด หรืออาจจะเหงาไม่มีอะไรทำ เลยต้องการผ่อนคลายด้วยการกัดเล็บนั่นเอง ฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนชอบดุลูก หรือชอบทะเลาะเถียงกันเสียงดังประจำละก็ บอกเลยว่าพฤติกรรมของคุณนี่แหละคือบ่อเกิดของการที่เขาชอบกัดเล็บเลย ต่อไปเวลามีอะไรก็พูดคุยกับลูกดี ๆ อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น หรือหากคุณพ่อคุณแม่เริ่มมีการเถียงกันเกิดขึ้น ก็ขอให้ใจเย็นลงหรือไปพูดคุยกันให้ห่างจากสายตาเขาจะดีกว่า

2. อธิบายให้ลูกเข้าใจ

          ก่อน จะห้ามให้ลูกรักเลิกกัดเล็บ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้เขาเข้าใจถึงข้อเสียก่อน หากลูกเข้าใจแล้วว่า การกัดเล็บจะทำให้ลูกป่วยจนอดไปเจอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หรือจะทำให้คนอื่นอาจล้อเลียนลูกเอาได้ นั่นจะทำให้เขาเข้าใจว่าทำไมควรเลิกพฤติกรรมนี้

3. ตัดเล็บลูกให้สั้นตลอด

          เป็น วิธีง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำอยู่แล้วค่ะ เพราะการที่ให้เด็กไว้เล็บยาวมีแต่ข้อเสียทั้งนั้น ทั้งทำให้มีเชื้อโรคสะสม และอาจจะไปข่วนโดนหน้าตัวเองอีก ที่แน่ ๆ คือการตัดเล็บให้สั้นตลอดยังช่วยหยุดพฤติกรรมชอบกัดเล็บได้ด้วย

4. หากิจกรรมให้เขาทำ

          แทน ที่จะให้เขาอยู่ว่าง ๆ เหงา ๆ ไม่มีอะไรทำจนหาทางออกด้วยการกัดเล็บ คุณพ่อคุณแม่ลองหากิจกรรมสนุก ๆ สุดสร้างสรรค์ให้เขาทำดูสิ ไม่ว่าจะเป็นการชวนออกไปขี่จักรยาน เดินเล่น รับ-ส่งลูกบอล หรืออาจจะเป็นกิจกรรมในบ้าน เช่น การระบายสี หรือการเล่นตัวต่อก็ได้ พูดง่าย ๆ คืออย่าให้ลูกได้มือว่าง ค่อย ๆ ทำไปรับรองว่าจะช่วยสลายพฤติกรรมนี้ได้แน่นอน

5. ชื่นชมเมื่อลูกไม่ค่อยกัดเล็บ

          เมื่อ ลองใช้วิธีให้ลูกหยุดกัดเล็บดูแล้ว ผลปรากฏว่าลูกไม่ค่อยกัดเล็บบ่อยเท่าก่อนหน้านี้แล้ว ก็ลองเอ่ยคำชื่นชมเขาสักหน่อย หรืออาจจะหาของขวัญ หรือพาออกไปกินขนมอร่อย ๆ และบอกเขาว่า สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มอบให้ คือรางวัลที่ลูกเลิกกัดเล็บนั่นเอง

          รู้ แล้วใช่ไหมล่ะคะว่า ปัญหาที่ลูกชอบกัดเล็บ ไม่ได้เกิดที่ตัวของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวคุณพ่อคุณแม่ด้วย และการจะสลายพฤติกรรมนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นและคอยสังเกตพฤติกรรมของเขาเป็นประจำ รับรองว่าไม่ยากเกินไปแน่นอนค่ะ

http://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-151982.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/hipster-toddler/

Friday, April 10, 2015

พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมเด็กวัย 1-2 ปี




         ลูกสามารถเดินและยืนได้เองอย่างมั่นคง อย่างเช่น สามารถเก็บของเล่นที่อยู่ที่พื้นและเดินเตาะแตะนำไปเก็บเข้าที่ได้ หากเจอสถานที่ที่ไม่เรียบ เขาจะคลานเหมือนหมี ปีนข้ามที่กีดขวางโดยลงน้ำหนักที่มือหรือเท้าพร้อมกับยกเข่าสูง ควบคุมร่างกายได้ดีขึ้นมากโดยมีการเพิ่มความเร็วและหยุดได้เมื่อเจอบางสิ่ง ที่น่าสนใจ มีการกะระยะและควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้นมาก

         ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กลูกสามารถหยิบจับสิ่งของหลายๆ ชิ้นได้ในมือเดียว มีการกำแน่นไม่ปล่อยหากมีคนมาแย่ง แต่ก็จะเดินนำของเล่นไปให้คนที่ตนเองถูกใจด้วย และนอกเหนือจากการหยิบจับแล้ว วัยนี้จะเริ่มดึง ฉุด ลาก สิ่งที่เขาชอบและเข้าใจการทำงานของของเล่นแบบดึงลาก ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นด้วย

        
การเดินบ่อย ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาและการทรงตัวแข็งแรง ไม่ล้มง่าย วิ่งกระโดดได้ดีคล่องแคล่ว

        
การเดินช่วยพาเจ้าหนูไปยังพื้นสัมผัส (Sensory) ที่แตกต่างกันออกไป ได้เรียนรู้เรื่องทิศทางในการออกสู่โลกใหม่

        
การเล่นในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป ทำให้เด็กได้ฝึกคิดต่อ มีความคิดสร้างสรรค์ว่าจะเล่นอะไรกับสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ดี

        
การสำรวจพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง อย่างแรกที่ได้คือความภูมิใจ มีทั้งความสนุก ความตื่นเต้น จนบางครั้งออกอาการขี้อวดหยิบสิ่งที่ไปเจอเอามาให้คุณแม่ด้วย

        
เมื่อลูกเริ่มก้าวเดินได้ ความใส่ใจอย่างแรกเห็นทีจะเป็นเรื่องความปลอดภัยนะคะ คุณควรทำบ้านให้รัดกุม มีที่กั้นระหว่างบันไดหรือประตู ยิ่งบ้านไหนมีสระน้ำแล้วยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก

        
ควรจะเลือกของเล่นที่เหมาะกับพัฒนาการ เพิ่มทักษะ และความคิดสร้างสรรให้ลูกได้ เช่น ตัวต่อ สีเทียนสีไม้ พลั่วขุดดินและกระป๋องอันจิ๋ว อุปกรณ์บทบาทสมมุติ รถลาก ฯลฯ และไม่ต้องมีเยอะแยะจนเกินความจำเป็น

พัฒนาการเด็กทางอารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริม

         เด็ก ๆ ที่ใกล้วัย 2 ขวบจะเริ่มมีพัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่จะมองว่าเป็นเด็กดื้อ (Terrible Two) เพราะลูกจะเชื่อฟังเราน้อยลง และมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ท้าทายให้คุณแก้ปัญหาด้วย ซึ่งเหตุผลของความดื้อและเจ้าอารมณ์นั้นมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

        
อยากรู้อยากเห็น - เพราะหนูกำลังเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยการลงมือทำ หนูจึงชอบกดปุ่มโทรศัพท์เล่น ดึงหางแมว ใช่ว่าจะเอาแต่ใจตัวเองหรือเอาแต่ซนซะหน่อย

        
เรียกร้องความสนใจ - ด้วยความเหงา เบื่อ เซ็ง ที่พอหนูทำตัวดีแล้วทุกคนก็หายไปทำธุระตัวเองกันหมด สู้กินข้าวหก ทำของแตกไม่ได้ คุณแม่เป็นต้องวิ่งปรู๊ดมาดูก่อนใคร ถึงจะมีเสียงดุว่าตามมาก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว

        
ท้าทาย - ยิ่งตอนหนูอายุ 14-22 เดือน หนูกังวลมากว่าพ่อแม่จะตีจากหนูไป ไม่รักกันเหมือนเคย หนูจึงอยากรู้นักว่าถ้าโดนห้ามก็ยังจะท้าทายทำต่อซะอย่าง แล้วจะมีอะไรหรือเปล่า

        
ไม่มีเหตุผล - หนูอยากทำเพราะอยากทำ ถึงจะยังทำเองไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางร่างกาย และมีคนคอยห้ามโน่นห้ามนี่ น่าจะลองให้หนูทำอะไรเองบ้างนะ ถ้าไม่อันตรายเกินไป

        
เหนื่อย - วัยอย่างหนูชอบงีบกลางวัน แต่บางครั้งต้องไปนอกบ้านกับคุณแม่ทั้งวัน เลยพาลหงุดหงิดเอาง่าย ๆ

        
หิว - อารมณ์หิวไม่ปราณีใคร หนูต้องการเติมพลังบ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่ อย่ายึดมื้ออาหารตามแบบผู้ใหญ่ ต้องมีมื้อของว่างให้หนูบ้าง

พัฒนาการเด็กทางภาษาและการส่งเสริม

         ลูกสามารถใช้คำ 2 คำพูดเชื่อมต่อกันได้แล้ว เข้าใจคำศัพท์ของสิ่งของที่อยู่ใกล้และสามารถหยิบตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกได้ ถูกต้อง ชี้ไปที่อวัยวะต่าง ๆ พร้อมบอกความต้องการของร่างกายได้ ใช้คำพูดพอ ๆ กับการสื่อสารด้วยท่าทาง ลูกยังไม่ชอบการฟังนิทานเป็นเรื่องหรือการพูดยาว ๆ และจะชอบนิทานภาพเป็นภาพ ๆ ไปเท่านั้น และสนใจฟังเมื่อผู้ใหญ่กำลังอธิบายภาพที่ตนเองชอบ รวมทั้งการเริ่มสนใจรายการสำหรับเด็กในโทรทัศน์

เสริมพัฒนาการเด็กด้านภาษาให้เด็กวัย 2-3 ปี

        
เป็นแบบอย่างที่ดี - อะไรก็ตามที่พ่อแม่แสดงออกไปเด็ก ๆ ก็เลียนแบบหมด อาทิ พ่อแม่พูดเร็ว ลูกก็พูดเร็ว เพราะฉะนั้นพูดกับลูกช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ สบตาลูก ออกอักขระให้ชัดเจนด้วย

        
ชวนลูกพูดคุย - คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกเยอะ ๆ อย่าทิ้งให้ลูกต้องเล่นของเล่นอยู่คนเดียวหรือขลุกอยู่กับพี่เลี้ยง ทั้งวัน เพราะถ้าพี่เลี้ยงบางคนที่พูดไม่ชัด ลูกอาจจะพูดตามสำเนียงของคนที่เขาอยู่ด้วย

        
อย่าเร่งให้ลูกพูดพ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกจะพูดช้า อย่าไปดุหรือใจร้อน โมโหใส่ลูก เพราะจะทำให้ลูกเครียด เพราะเด็กแต่ละคนการพัฒนาช้าเร็วจะไม่เท่ากัน

        
อย่ารำคาญ - เวลาที่ลูกกลายเป็นเด็กช่างซัก ให้ตอบทุกคำถาม ตอบแบบง่าย ๆ ไม่ต้องยาว เพราะนี่คือการช่วยฝึกพัฒนาการในเรื่องภาษาให้ลูกได้อีกวิธีหนึ่ง

        
อย่าต่อว่าเวลาลูกพูดผิด - ให้ช่วยแก้ไขด้วยการพูดให้ลูกฟังซ้ำแบบช้า ๆ ชัด ๆ

        
อ่านหนังสือนิทาน บทกลอน - เปิดเพลงให้ฟังให้ลูก อ่านนิทาน หรือบทกลอนให้ฟังลูกจะได้เรียนรู้คำใหม่ ๆ หัดจำประโยคที่เขาสนใจ

วัย 1-2 ปี พัฒนาการเด็กทางร่างกายเชื่อมโยงสมอง

        
ลูกจะพยายามหัดยืนและเดิน และทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

        
ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องช่วยจับแขน กระโดดสองขาได้

        
ชอบลาก ผลัก ดันสิ่งต่าง ๆ ลากเก้าอี้ไปยังชั้นวางของและพยายามปีนป่ายหรือเอื้อมหยิบของ

        
ต่อบล็อกได้ 3-4 ชิ้น

        
ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดอยู่กับที่

        
เดินทีละก้าวบนกระดานไม้แผ่นเดียวได้

        
ขี่จักรยาน 3 ล้อได้

        
เริ่มถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว เช่น ร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ ๆ ได้

แหล่งที่มา  momypedia, http://baby.kapook.com (คัดบทความบางส่วน)
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, March 21, 2015

เมื่อลูกเป็นเจ้าหนูขาวีน




           พฤติกรรมการร้องไห้เสียงดัง แผดเสียงลั่น กระทืบเท้าไปมา หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการร้องอาละวาด เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการปกติที่พบได้ในเด็กทุกคน เพื่อที่จะเรียนรู้การควบคุมตนเอง เนื่องจากเด็กวัย 2-3 ปี เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการควบคุมทุกอย่าง อยากรู้อยากเห็นและอยากเป็นอิสระ แต่ยังไม่สามารถจัดการตัวเองได้สมบูรณ์ การร้องอาละวาด จึงเป็นวิธีที่ลูกน้อยใช้เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเอง

ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

           ส่วนมากการร้องอาละวาดมักหยุดไปเองเมื่ออายุ 4 ปีแล้ว ดังนั้น หากเด็กที่อายุเกิน 4 ปี ที่มีพฤติกรรมอื่นสมวัย มีการร้องอาละวาดรุนแรงหรือเป็นถี่มากมีการทำร้ายตนเอง ทำร้ายคนอื่นทำลายข้าวของขณะร้องอาละวาด ควรพาไปปรึกษาคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลและแก้ไขเรื่องนี้ ซึ่งในเบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย วิธีเหล่านี้

        
* พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการอารมณ์

         *
เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น เลือกของที่ตัวเองชอบ

        
* พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ไม่, อย่า" เพราะจะกระตุ้นให้เด็กหงุดหงิดได้

        
* หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจกระตุ้นให้เด็กร้องอาละวาด เช่น การพาไปเดินแผนกของเล่นทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เป็นต้น

        
* สอนให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด แทนการร้องอาละวาด เช่น หนูโกรธ หนูเสียใจ เป็นต้น

        
* มีกฎของบ้าน ให้เหตุผลที่ต้องมีกฎนี้ ไม่ควรคาดหวังให้ลูก ทำให้สมบูรณ์แบบและไม่ควรเปลี่ยนแปลงกฎบ่อย ๆ

6 วิธีจัดการเจ้าหนูขาวีน

1. พ่อแม่ควรสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน

           ไม่ควรจัดการปัญหาขณะมีอารมณ์โกรธ เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง หากยังระงับอารมณ์ตนเองไม่ได้ ให้แยกตัวออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้าก่อน เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ดีแล้ว จึงค่อยจัดการปัญหา และไม่ควรลงโทษเด็กขณะกำลังร้องอาละวาด

2. เบี่ยงเบนความสนใจของลูก

           เช่นหาของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียงดังมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจหรือชวนไปทำ กิจกรรมอื่นแทน ยิ่งเด็กเล็กจะยิ่งเบี่ยงเบนได้เร็วและง่ายขึ้น

3. การเพิกเฉย

           ใช้ในกรณีการร้องอาละวาดที่ไม่รุนแรง เช่น ร้องไห้ เตะขา กรีดร้อง คุณควรยืนดูเฉย ๆ อยู่ใกล้ ๆ ไม่ต้องพูดอะไรรอจนกว่าลูกจะสงบ จึงเข้าไปกอดปลอบ พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ไขหากมีครั้งต่อไป

4. หลีกเลี่ยงการตามใจลูก

           เพื่อหยุดการร้องอาละวาด เพราะเด็กจะเรียนรู้ว่าวิธีนี้ทำให้ตนเองได้สิ่งที่ต้องการ

5. หยุดพฤติกรรมทันทีเมื่อมีการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น หรือทำลายข้าวของ

           พ่อแม่ล็อกตัวเด็ก โดยจับแขนของเด็กไพล่หลัง เอาหลังเด็กชนกับหน้าอกของพ่อแม่ล็อกไว้จนกว่าลูกจะสงบ

6. ทำด้วยความสม่ำเสมอ

           ไม่ลังเลกับคำสั่ง / กฎที่คุณตั้งไว้ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกสับสนว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้

           ครั้งแรก ๆ การจัดการพฤติกรรมของลูก จะพบว่าลูกร้องอาละวาดมากขึ้นอย่างมาก แต่หากคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอสัก 3-5 ครั้ง ลูกจะเกิดการเรียนรู้ว่า ตนเองไม่ควรมีพฤติกรรมร้องอาละวาดอีกต่อไป

โดย : พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนครธน
แหล่งที่มา  Mother&Care, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, March 15, 2015

อากาศร้อน ระวังลูกเป็นหวัดแดด




           เห็นแดดจัด ๆ อย่างนี้จะให้ดีหลีกได้ก็หลีก เพราะแดดจัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหวัดแดดได้ด้วย ถ้าลูกมีอาการปวดหัว ตัวร้อน บางทีอาจเป็นโรคนี้อยู่ก็ได้

           ระวังลูกเป็นหวัดแดดร้อน ๆ อย่างนี้อาจป่วยได้


           หวัดแดด หรือ Summer Flu เป็นไข้หวัดที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ มีไข้สูง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งสาเหตุเกิดขึ้นได้จาก

           ติด เชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้บ่อย ได้แก่ Influennza virus ยิ่งถ้าช่วงนั้นเด็กร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่เต็มร้อยแล้วละก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายๆ เลยนะคะ การที่เด็กวิ่งเล่นอยู่กลางแจ้งอยู่นานร่วมกับอาจ ได้รับนำหรืออาหารไม่เพียงพอ เพราะมัวแต่เล่นสนุก เมื่อได้รับเชื้อโรคจากอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับร่างกายอ่อนแอทำให้เกิด ติดโรคหวัดขึ้นมาได้

11 มาตรการป้องกันหวัดแดด

         1 พักผ่อนให้เพียงพอ เด็ก ๆ ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้จิตใจแจ่มใส ร่างกายมีภูมิต้านทานแข็งแรง ไม่ป่วยออด ๆ แอด ๆ ได้ง่าย

         2 ใส่ใจการกิน กินอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้อุดมวิตามินซี เช่น ส้ม มะเขือเทศ ป้องกันโรคหวัด และดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากเหงื่อที่เสียไปในฤดูร้อน

         3 หมั่นล้างมือ/พกเจลล้างมือติดตัว เด็ก ๆ ชอบนำมือมาขยี้ตา หรือหยิบขนมเข้าปากโดยไม่ล้างมือก่อน ดังนั้น ส่งเสริมสุขลักษณะนิสัยนี้ให้เขาจนติดเป็นนิสัย

         4 ออกกำลังกาย ให้ลูกเลือกกีฬาที่ชอบด้วยตนเองแล้วพากันไปออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง

         5 หลีกเลี่ยงแดดจัด
แดดร้อน ๆ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายเจ้าหนูสูงกว่าปกติ จนทำให้ภูมิต้านทานลูกอ่อนแอได้ ควรหลีกเลี่ยงแดดในช่วง 10.00-15.00 น. หากจำเป็นต้องออกแดดควรหาร่ม หมวกมีปีก สวมเสื้อแขนยาว และทาครีมกันแดดให้เด็กๆ ทุกครั้ง

         6. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดคนที่เป็นหวัด ไอ น้ำมูก เพื่อลดโอกาสการรับเชื้อ

         7.ไม่เข้าไปในสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด ระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดีเช่น ตลาดนัด โรงภาพยนตร์

         8. คุณพ่อคุณแม่หมั่นทำความสะอาดบ้านเรือน ข้าวของ ของเล่นที่ลูกใช้อยู่เป็นประจำเพื่อลดการสะสมเชื้อโรค

         9. พยายามไม่ให้เด็กใช้มือสัมผัส ใบหน้าและดวงตาบ่อย ๆ ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาด ๆ หรือกระดาษทิชชูแทนการใช้มือถ้าต้องการสัมผัสหน้า

         10. สอนให้ลูกใช้ภาชนะใส่อาหาร ช้อนส้อม แก้วน้ำที่เป็นส่วนตัว พยายามไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่น

         11. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัดให้แก่เด็ก โดยเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 8 เดือนเป็นต้นไปและต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี เนื่องจากวัคซีนที่ฉีดในแต่ละปีจะช่วยป้องกันเชื้อหวัดที่ระบาดในปีนั้น ๆ

โดย : ภาวินี
แหล่งที่มา  momypedia, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต