Showing posts with label พัฒนาการของหนู. Show all posts
Showing posts with label พัฒนาการของหนู. Show all posts

Friday, April 10, 2015

พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมเด็กวัย 1-2 ปี




         ลูกสามารถเดินและยืนได้เองอย่างมั่นคง อย่างเช่น สามารถเก็บของเล่นที่อยู่ที่พื้นและเดินเตาะแตะนำไปเก็บเข้าที่ได้ หากเจอสถานที่ที่ไม่เรียบ เขาจะคลานเหมือนหมี ปีนข้ามที่กีดขวางโดยลงน้ำหนักที่มือหรือเท้าพร้อมกับยกเข่าสูง ควบคุมร่างกายได้ดีขึ้นมากโดยมีการเพิ่มความเร็วและหยุดได้เมื่อเจอบางสิ่ง ที่น่าสนใจ มีการกะระยะและควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้นมาก

         ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กลูกสามารถหยิบจับสิ่งของหลายๆ ชิ้นได้ในมือเดียว มีการกำแน่นไม่ปล่อยหากมีคนมาแย่ง แต่ก็จะเดินนำของเล่นไปให้คนที่ตนเองถูกใจด้วย และนอกเหนือจากการหยิบจับแล้ว วัยนี้จะเริ่มดึง ฉุด ลาก สิ่งที่เขาชอบและเข้าใจการทำงานของของเล่นแบบดึงลาก ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นด้วย

        
การเดินบ่อย ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาและการทรงตัวแข็งแรง ไม่ล้มง่าย วิ่งกระโดดได้ดีคล่องแคล่ว

        
การเดินช่วยพาเจ้าหนูไปยังพื้นสัมผัส (Sensory) ที่แตกต่างกันออกไป ได้เรียนรู้เรื่องทิศทางในการออกสู่โลกใหม่

        
การเล่นในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป ทำให้เด็กได้ฝึกคิดต่อ มีความคิดสร้างสรรค์ว่าจะเล่นอะไรกับสิ่งแวดล้อมใหม่นี้ดี

        
การสำรวจพบสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง อย่างแรกที่ได้คือความภูมิใจ มีทั้งความสนุก ความตื่นเต้น จนบางครั้งออกอาการขี้อวดหยิบสิ่งที่ไปเจอเอามาให้คุณแม่ด้วย

        
เมื่อลูกเริ่มก้าวเดินได้ ความใส่ใจอย่างแรกเห็นทีจะเป็นเรื่องความปลอดภัยนะคะ คุณควรทำบ้านให้รัดกุม มีที่กั้นระหว่างบันไดหรือประตู ยิ่งบ้านไหนมีสระน้ำแล้วยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก

        
ควรจะเลือกของเล่นที่เหมาะกับพัฒนาการ เพิ่มทักษะ และความคิดสร้างสรรให้ลูกได้ เช่น ตัวต่อ สีเทียนสีไม้ พลั่วขุดดินและกระป๋องอันจิ๋ว อุปกรณ์บทบาทสมมุติ รถลาก ฯลฯ และไม่ต้องมีเยอะแยะจนเกินความจำเป็น

พัฒนาการเด็กทางอารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริม

         เด็ก ๆ ที่ใกล้วัย 2 ขวบจะเริ่มมีพัฒนาการที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งบางครั้งคุณพ่อคุณแม่จะมองว่าเป็นเด็กดื้อ (Terrible Two) เพราะลูกจะเชื่อฟังเราน้อยลง และมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ท้าทายให้คุณแก้ปัญหาด้วย ซึ่งเหตุผลของความดื้อและเจ้าอารมณ์นั้นมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

        
อยากรู้อยากเห็น - เพราะหนูกำลังเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ด้วยการลงมือทำ หนูจึงชอบกดปุ่มโทรศัพท์เล่น ดึงหางแมว ใช่ว่าจะเอาแต่ใจตัวเองหรือเอาแต่ซนซะหน่อย

        
เรียกร้องความสนใจ - ด้วยความเหงา เบื่อ เซ็ง ที่พอหนูทำตัวดีแล้วทุกคนก็หายไปทำธุระตัวเองกันหมด สู้กินข้าวหก ทำของแตกไม่ได้ คุณแม่เป็นต้องวิ่งปรู๊ดมาดูก่อนใคร ถึงจะมีเสียงดุว่าตามมาก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว

        
ท้าทาย - ยิ่งตอนหนูอายุ 14-22 เดือน หนูกังวลมากว่าพ่อแม่จะตีจากหนูไป ไม่รักกันเหมือนเคย หนูจึงอยากรู้นักว่าถ้าโดนห้ามก็ยังจะท้าทายทำต่อซะอย่าง แล้วจะมีอะไรหรือเปล่า

        
ไม่มีเหตุผล - หนูอยากทำเพราะอยากทำ ถึงจะยังทำเองไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางร่างกาย และมีคนคอยห้ามโน่นห้ามนี่ น่าจะลองให้หนูทำอะไรเองบ้างนะ ถ้าไม่อันตรายเกินไป

        
เหนื่อย - วัยอย่างหนูชอบงีบกลางวัน แต่บางครั้งต้องไปนอกบ้านกับคุณแม่ทั้งวัน เลยพาลหงุดหงิดเอาง่าย ๆ

        
หิว - อารมณ์หิวไม่ปราณีใคร หนูต้องการเติมพลังบ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่ อย่ายึดมื้ออาหารตามแบบผู้ใหญ่ ต้องมีมื้อของว่างให้หนูบ้าง

พัฒนาการเด็กทางภาษาและการส่งเสริม

         ลูกสามารถใช้คำ 2 คำพูดเชื่อมต่อกันได้แล้ว เข้าใจคำศัพท์ของสิ่งของที่อยู่ใกล้และสามารถหยิบตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกได้ ถูกต้อง ชี้ไปที่อวัยวะต่าง ๆ พร้อมบอกความต้องการของร่างกายได้ ใช้คำพูดพอ ๆ กับการสื่อสารด้วยท่าทาง ลูกยังไม่ชอบการฟังนิทานเป็นเรื่องหรือการพูดยาว ๆ และจะชอบนิทานภาพเป็นภาพ ๆ ไปเท่านั้น และสนใจฟังเมื่อผู้ใหญ่กำลังอธิบายภาพที่ตนเองชอบ รวมทั้งการเริ่มสนใจรายการสำหรับเด็กในโทรทัศน์

เสริมพัฒนาการเด็กด้านภาษาให้เด็กวัย 2-3 ปี

        
เป็นแบบอย่างที่ดี - อะไรก็ตามที่พ่อแม่แสดงออกไปเด็ก ๆ ก็เลียนแบบหมด อาทิ พ่อแม่พูดเร็ว ลูกก็พูดเร็ว เพราะฉะนั้นพูดกับลูกช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ สบตาลูก ออกอักขระให้ชัดเจนด้วย

        
ชวนลูกพูดคุย - คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกเยอะ ๆ อย่าทิ้งให้ลูกต้องเล่นของเล่นอยู่คนเดียวหรือขลุกอยู่กับพี่เลี้ยง ทั้งวัน เพราะถ้าพี่เลี้ยงบางคนที่พูดไม่ชัด ลูกอาจจะพูดตามสำเนียงของคนที่เขาอยู่ด้วย

        
อย่าเร่งให้ลูกพูดพ่อแม่บางคนกลัวว่าลูกจะพูดช้า อย่าไปดุหรือใจร้อน โมโหใส่ลูก เพราะจะทำให้ลูกเครียด เพราะเด็กแต่ละคนการพัฒนาช้าเร็วจะไม่เท่ากัน

        
อย่ารำคาญ - เวลาที่ลูกกลายเป็นเด็กช่างซัก ให้ตอบทุกคำถาม ตอบแบบง่าย ๆ ไม่ต้องยาว เพราะนี่คือการช่วยฝึกพัฒนาการในเรื่องภาษาให้ลูกได้อีกวิธีหนึ่ง

        
อย่าต่อว่าเวลาลูกพูดผิด - ให้ช่วยแก้ไขด้วยการพูดให้ลูกฟังซ้ำแบบช้า ๆ ชัด ๆ

        
อ่านหนังสือนิทาน บทกลอน - เปิดเพลงให้ฟังให้ลูก อ่านนิทาน หรือบทกลอนให้ฟังลูกจะได้เรียนรู้คำใหม่ ๆ หัดจำประโยคที่เขาสนใจ

วัย 1-2 ปี พัฒนาการเด็กทางร่างกายเชื่อมโยงสมอง

        
ลูกจะพยายามหัดยืนและเดิน และทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

        
ปีนขึ้นบันไดได้แต่ต้องมีคนช่วย ลงบันไดโดยการคลานถอยหลัง ถ้าเดินลงต้องช่วยจับแขน กระโดดสองขาได้

        
ชอบลาก ผลัก ดันสิ่งต่าง ๆ ลากเก้าอี้ไปยังชั้นวางของและพยายามปีนป่ายหรือเอื้อมหยิบของ

        
ต่อบล็อกได้ 3-4 ชิ้น

        
ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดอยู่กับที่

        
เดินทีละก้าวบนกระดานไม้แผ่นเดียวได้

        
ขี่จักรยาน 3 ล้อได้

        
เริ่มถนัดใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแล้ว เช่น ร้อยลูกปัดเม็ดใหญ่ ๆ ได้

แหล่งที่มา  momypedia, http://baby.kapook.com (คัดบทความบางส่วน)
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, April 6, 2015

A-Z เสริมลูกเรียนดี เริ่มที่สมาธิ




          สมาธิ คือ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ช่วยให้ลูกรับข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาสมองได้ดี แต่ถ้าเมื่อใดที่ขาดสมาธิลูกก็จะกลายเป็นเด็กขี้ลืม ไม่อดทน ซนเกินเหตุ ไม่รู้จักสังเกตไม่รอบคอบ ไม่ตั้งใจฟัง ไม่มีมารยาท แถมยังล้มเหลวได้ง่าย ไร้วินัย และไม่มีเพื่อน ถ้าไม่อยากให้ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ มาส่งเสริมสมาธิกับ A-Z กันนะคะ

Activites : กิจกรรม

          เด็กทุกคนมักสนใจสิ่งรอบข้างง่ายอยู่แล้วโดยธรรมชาติ การสร้างสมาธิจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงหาสิ่งเร้าที่เด็กสนใจ เช่น กิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจจดจ่อได้นานพอ เช่น ศิลปะ พับกระดาษ ปั้นแป้ง ฯลฯ

Book : หนังสือ

          นิทานหรือหนังสือเด็ก คือ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างสมาธิให้ลูกได้เต็มที่ เมื่ออ่านให้ฟังจบ ควรสร้างความสนใจจดจ่อให้สมาธิลูกยาวขึ้น โดยถามถึงเรื่องราวที่อ่านให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นโต้ตอบ

Clean : ทำความสะอาด

          การให้ลูกทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยสร้างสมาธิให้ลูกจดจ่ออยู่กับการทำความสะอาดได้ เช่น กวาด ถูบ้าน ตากผ้า เช็ดโต๊ะ โดยไม่ลืมให้คำชมเพิ่มกำลังใจให้ลูกรู้สึกอยากทำ และมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ นานขึ้น

Dough : ปั้นแป้งโดว์

          การให้ลูกปั้นแป้งเล่นอย่างอิสระ นอกจากจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง มีผลทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในการเขียนหนังสือแล้ว ยังช่วยสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และสมาธิความสนใจจดจ่อให้ลูกได้ดีด้วย

Example : แบบอย่าง

          พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับการทำงาน ทำกิจกรรม ทำสิ่งต่าง ๆ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยทำให้ลูกเห็นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกเลียนแบบซึมซับและรับเอาเป็นแบบอย่างได้ในอนาคต

Forest : ป่าไม้

          ป่าไม้ คือ แหล่งเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีสิ่งดึงดูดใจให้เด็กอยากรู้อยากเห็น อยากสำรวจเรียนรู้ได้อย่างมีสมาธิทั้งพืชพันธุ์ ดอกไม้ ผีเสื้อ แมลง และสัตว์ป่าหลากชนิด มีโอกาสเมื่อใดอย่าลืมชวนลูกไปแคมปิ้งในป่านะคะ

Game : เกม

          เด็กมักชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม จนทำให้ติดเกมกลายเป็นสมาธิสั้นได้ง่าย ส่งผลถึงปัญหาการเรียน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมมาก ถ้าห้ามไม่ได้ควรตั้งกฎกติกากำหนดเวลาเล่นให้ลูกรับรู้ได้ปฏิบัติตามด้วย

Homework : การบ้าน

          การบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิจดจ่อได้ แต่จะทำการบ้านได้ดี มีคุณภาพ จะต้องให้ลูกทำการบ้านในห้องที่เงียบสงบ โดยปิดทีวี หรือไม่ให้มีสิ่งใดมาดึงความสนใจลูก ถ้าลูกทำการบ้านไม่ได้ไม่เข้าใจ ควรเข้ามาสอนลูก

Imagine : จินตนาการ

          จินตนาการ เป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ทำให้เด็กเกิดสมาธิต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ จึงควรส่งเสริมจินตนาการ ด้วยการเล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติกับลูก พูดคุยถามไถ่แบบปลายเปิดให้ลูกตอบอิสระ

Jigsaw : ต่อภาพจิ๊กซอว์

          การต่อจิ๊กซอว์เป็นการฝึกสมาธิที่ทำให้เด็กจดจ่ออยู่กับภาพแต่ละชิ้น เพื่อหาที่ลงให้ได้ ทั้งยังฝึกสังเกต ฝึกความอดทน เมื่อต่อสำเร็จเด็กจะภูมิใจ จึงควรให้ลูกได้เล่นต่อจิ๊กซอว์โดยเริ่มจากภาพที่ลูกโปรดปรานได้เลย

Kick out : เตะออก

          การเตะบอล เป็นกีฬาที่เด็กชอบเล่นเพราะได้ใช้ทั้งกล้ามเนื้อขา สายตา และสมาธิจดจ่ออยู่กับลูกฟุตบอลที่กลิ้งเข้ามาหา แล้วพยายามใช้เท้าเตะออก ถ้ามีโอกาสชวนลูกเล่นเตะฟุตบอล โดยโยนบอลให้ลูกหัดเตะกันเลย

Library : ห้องสมุด

          ห้องสมุด คือ แหล่งรวมความรู้อันยิ่งใหญ่ที่ควรชวนลูกไปอ่านหนังสือ เป็นสถนที่ที่เงียบสงบที่สร้างสมาธิให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้จักนิสัยค้นคว้าหาความรู้ รู้จักหนังสือดี ๆ เพื่อให้เด็กติดนิสัยรักการอ่าน

Music : ดนตรี

          หาดนตรีช้า ๆ เพลงช้า ๆ ให้ลูกฟัง เพื่อช่วยให้ลูกเกิดสมาธิ การเปิดเพลงเบา ๆ จะเพิ่มความสามารถในการจดจำและเรียนรู้ได้ดี สมองทำงานได้ดี ช่วยจัดลำดับความคิดในสมอง ลูกจะรู้สึกผ่อนคลาย เปิดรับการเรียนรู้ได้ดี

Number : นับเลข

          ฝึกนับเลข 1-10 เพิ่มสมาธิ หรือสอนให้รู้จักจำนวนสอนเขียนเลขโดยไม่จับดินสอ แต่ใช้นิ้วลากไปตามตัวเลข หรือให้หยิบกระดุมแล้วลูกทายกี่เม็ด ถ้าตอบถูกให้เก็บแล้วหยิบใหม่ ถ้าตอบผิดให้บอกจำนวนที่ถูกต้อง

Opportunity : โอกาส

          เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น สำรวจ ทำสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจ ทำให้ลูกได้ใช้สมาธิในการสังเกต ทดลอง ทดสอบ ใช้ความคิด ตัดสินใจจัดการกับสิ่งที่ทำ รู้จักเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัว หรือชวนลูกไปฟังเสียงต่าง ๆ นอกบ้าน เป็นต้น

Play : เล่น

          หาของเล่นเสริมสมาธิให้ลูกมีความคิดจินตนาการ เช่น บล็อกไม้ หากระดาษ ดินสอ สีเทียนให้ลูกวาดรูประบายสี แล้วถ้าจะให้ของเล่นลูกควรให้ทีละชิ้น ไม่ควรให้หลายชิ้น เพราะจะทำให้ลูกไม่มีสมาธิกับของเล่น

Quiet : เงียบ

          จัดมุมสงบในบ้านให้ลูกได้เล่น ได้อ่านนิทานให้ลูกฟัง หรือได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่มีเสียงดังรบกวนอยู่ใกล้ ๆ จนลูกต้องเสียสมาธิ พร้อมหลีกเลี่ยงสิ่งเร้ารอบตัวไม่ให้ลูกวอกแวกกับสิ่งอื่น เพื่อให้มีสมาธิมากที่สุด

Rules : กฎระเบียบ

          จัดระเบียบเวลาในบ้านให้ลูกรับรู้เป็นระบบ เช่น เวลาตื่นนอน เวลากิน เวลาเล่น เวลาทำการบ้าน เวลาดูทีวีกับพ่อแม่ เวลาเล่นเกมถ้าลูกอยากเล่นจริง ๆ เวลาเข้านอน โดยเขียนกำหนดเวลาเหล่านี้ไว้บนกระดาษให้ลูกเห็น

Sleep : นอนหลับ

          นอนหลับสนิท คือ การนอนที่มีคุณภาพ และเพียงพอ ซึ่งมีความสำคัญต่อพัฒนาการ พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อช่วยให้ลูกแจ่มใส อารมณ์ดี มีสมาธิในการเรียนรู้ สมองจดจำดี ความคิดสร้างสรรค์

Television : โทรทัศน์

          ไม่ควรให้ลูกนั่งดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์คนเดียวนาน แม้ลูกจ้องอยู่หน้าจอได้นานก็จริงจนทำให้เข้าใจผิดคิดว่าลูกมีสมาธิดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเหล่านี้เป็นสื่อที่เปลี่ยนเร็วทั้งภาพและเสียง ทำให้ลูกสมาธิสั้น

Underline : ขีดเส้นใต้

          การขีดเส้นใต้ คือ การเน้นข้อความสำคัญให้เด่นชัดขึ้น เด็ก ๆ มักใช้ในหนังสือ หรือในสมุดโน้ตที่ได้จดบันทึกการเรียนการสอน ซึ่งการให้ลูกขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญ จะช่วยย้ำเตือนให้สมองจดจำได้อย่างมีสมาธิขึ้น

Vision : การมองเห็น

          การมองเห็น คือ หนึ่งในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่มีความสำคัญต่อเด็ก ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น หรือเวลาพูดคุยก็ให้สบตาลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักสบตากับผู้อื่น และเกิดสมาธิสนใจผู้ที่มาพูดคุยกับลูกไปด้วย

Whisper : กระซิบ

          การกระซิบจะช่วยเพิ่มสมาธิให้ลูกได้ดี ลูกจะเกิดความรู้สึกตั้งใจฟังในเสียงที่ได้ยินเบา ๆ ข้าง ๆ หู ลูกรู้สึกตื่นเต้น ดังนั้นมาเล่นเกมกระซิบบอกต่อ ๆ กันจากหัวแถวมาหางแถวดูสิว่าลูกจะจดจำข้อความได้มากน้อยแค่ไหน

Xylophone : เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง

          ควรให้ลูกเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดก็ได้ เช่น กลอง ลูกแซก หรือ Xylophone เพราลูกจะเรียนรู้จากการเล่น การเข้าไปเกี่ยวข้อง สัมผัส ทดลองจนรู้เหตุผล เมื่อทำซ้ำ ๆ ลูกก็จะเกิดสมาธิ เกิดความจำ และเรียนรู้ที่ดีด้วย

Yellow : สีเหลือง

          สีเหลือง เป็นหนึ่งในอีกบรรดาสีหลายสี ที่นำมาดึงดูดความสนใจให้ลูกเกิดสมาธิได้ โดยชวนลูกเล่นเกมแยกแยะวัตถุต่าง ๆ ตามสีเดียวกัน ต่อบล็อกตามสี หรือเล่นเกมทายสีบอกสี เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักสีต่าง ๆ ให้มากขึ้น ฯลฯ

Zone : แบ่งเป็นเขต, ส่วน

          การแบ่งเขตเป็นสัดเป็นส่วน เช่น การจัดมุมอ่านหนังสือโดยเฉพาะให้ลูก หรือการจัดมุมเล่นของเล่นให้ลูกได้เล่นแล้วรู้จักเก็บ จะช่วยให้ลูกมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง และมีสมาธิที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother&Care, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, March 31, 2015

ศิลปะ+ธรรมชาติ เสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย




          การให้ลูกได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง อย่างสร้างสรรค์สัมผัสกับธรรมชาติ และทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระในแบบที่เขาชอบและถนัด เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ลูกเรียนรู้และเติบโตอย่างมีพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกายสมอง จิตใจและอารมณ์ มีศักยภาพในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นการพัฒนาตัวตนที่ดีของเขาในอนาคตค่ะ

ศิลปะเสริมสร้างพัฒนาการ

          หนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้ลูกมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ก็คือศิลปะนั่นเอง คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้สัมผัสหรือทำงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ ระบายสี ปั้นดิน ฯลฯ ตั้งแต่เด็ก ตามความถนัด ความชอบ หรือให้เหมาะกับวัยของเขาค่ะ เพราะศิลปะช่วยส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มือ ข้อมือ และนิ้วมือต่าง ๆ ในการจับดินสอขีดเขียนวาดภาพ การใช้แปรงหรือพู่กันสะบัด ระบายสี การบีบ จับ ปั้นแป้งโด หรือดินน้ำมัน การพับ ฉีก แปะติดกระดาษ หรือการประดิษฐ์สิ่งของง่าย ๆ

          ทักษะด้านการตัดสินใจ การทำงานศิลปะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการคิดแก้ปัญหา ในช่วงเวลาที่ทำงานศิลปะ เด็กมีโอกาสได้คิด ได้เลือก คิดว่าจะวาดภาพแบบไหนเลือกใช้สีอะไร ได้ตัดสินใจ และได้ทดลองทำ

          ทักษะด้านภาษา นอกจากเด็ก ๆ จะได้ลงมือทำแล้ว ศิลปะยังช่วยให้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ เรื่องสี รูปทรง อุปกรณ์ และกริยาท่าทาง รวมทั้งคำศัพท์ที่ใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ ด้วย

           ทักษะในการมองเห็นและมิติสัมพันธ์ ในเรื่องของภาพ รูปทรง สีสัน และการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งช่วยทำให้เด็กมีสมาธิ ใจจดใจจ่อ ในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ

 ธรรมชาติและการเรียนรู้นอกบ้าน

          การพา ลูกไปเรียนรู้นอกบ้าน ไปสัมผัสธรรมชาติ ภูเขา ทะเล หรือสวนสาธารณะที่มีต้นไม้สีเขียวร่มรื่น มีสนามหญ้ากว้าง ๆ ก็ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีให้กับลูกค่ะ นอกจากจะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์แล้ว ลูกยังได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ ช่วยให้ลูกมีความแข็งแรงของร่างกาย นอกจากนี้การได้ออกไปเจอกับโลกภายนอก พบปะผู้คน หรือได้เล่นกับเพื่อนคนอื่น ๆ ก็เป็นการเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับลูกด้วย

          เมื่อศิลปะ รวมกัน ธรรมชาติ และการได้ออกไปเรียนรู้นอกบ้าน ก็ยิ่งเพิ่มพลังสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ให้กับลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจพาลูกไปสวนสาธารณะ ช่วยลูกวาดภาพทำงานศิลปะในสวน การได้อยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้สนามหญ้าเขียว ๆ ช่วยให้ลูกรู้จักซึมซับและสังเกตธรรมชาติรอบตัว หรือจะพาลูกไปเที่ยวทะเล เดินเล่นริมหาด วาดภาพบนหาดทราย หรือใช้สมาธิกับการก่อปราสาททรายก็ได้นะคะ เมื่อรวมกันแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นตัวช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านให้กับลูก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดสรรช่วงเวลาศิลปะและการเรียนรู้ให้ลูกอย่างส่ำ เสมอค่ะ

 นมแม่โภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

          นอกจากจะส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกด้วยศิลปะและธรรมชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกรักเติบโตมีพัฒนาการที่ดี และพร้อมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ก็คือโภชนาการที่ลูกได้รับนั่นเอง นับจากวันที่ลูกเกิด นมแม่คือโภชนาการแรกที่ลูกได้รับ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มีระบบการผลิตน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติที่เรียกว่า Bioactive Components เช่น ทอรีน นิวคลิโอไทด์ โพลีเอมีน ฯลฯ ในปริมาณสูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย นมแม่ยังมีโปรตีนขนาดเล็ก และไขมันที่ย่อยง่าย ดูดซึมได้เร็วลดอาการท้องอึดท้องผูกอีกด้วย

          สำหรับลูกวัยกำลังเจริญเติบโตและเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนเพียงพอ รวมทั้งได้รับนมที่มีสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีน แคลเซียล โอเมก้า 3, 6, 9 และวิตามิน B2. B6, B12 ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของลูกทั้งด้านร่างกายและสมอง ให้ลูกพร้อมเรียนรู้และมีพัฒนาการรอบด้าน

          และในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นไม่สามารถให้นมแม่ได้ หรือต้องการนมเพื่อเสริมโภชนาการ หรือต้องการเปลี่ยนนมให้ลูก ในปัจจุบันก็มีนมแพะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วย ระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่มีโปรตีนและไขมันขนาดเล็กย่อยง่าย ช่วยห่างกายดูดซึมได้ดี และนำไปใช้ได้อย่างครบถ้วน เป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพทีแข็งแรงสมบูรณ์ขงลูก และถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญให้ลูกพร้อมเรียนรู้สู่โลกกว้าง และเป็นพื้นฐานที่ดีของลูกในอนาคต เพื่อพัฒนาการที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ คุณแม่จึงควรเลือกนมที่มีคุณประโยชน์และคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสมกับการ เจริญเติบโตของลูกค่ะ

          การที่คุณแม่ส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้กับลูกน้อย รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ได้เล่น ได้แสดงออกอย่างอิสระได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติ ได้ทำงานศิลปะหรือเล่นดนตรีที่ลูกชอบ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการและทักษะด้านต่าง ๆ ให้กับลูกแล้วยังมีส่วนสำคัญในการสร้างตัวตนให้ลูกเป็นเด็กที่กล้าริเริ่มทำ สิ่งใหม่ ๆ มีกระบวนการคิดในการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญเมื่อเขาเติบโตขึ้นในอนาคตค่ะ

แหล่งที่มา  modernmom, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 24, 2014

เพื่อนในจินตนาการ ช่วยเด็กเจริญเติบโตได้




          พ่อแม่หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ว่า เด็ก ๆ จะมีเพื่อนในจินตนาการ ซึ่ง รอน ฮอลลิดอย นักจิตวิทยาแห่งโคลัมเบีย วิจัยเรื่องคุณค่าของครอบครัวเตือนบรรดาพ่อแม่ทั้งหลายว่า

          การมีเพื่อนจินตนาการที่ผิด ๆ อาจจะทำให้เด็กมีปัญหา เช่น ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม กล่าวเท็จ ขี้ขโมย เป็นต้น ตัวอย่างในอเมริกาก็มีให้เห็น ที่มีเพื่อนจินตนาการผิด ๆ จนทำให้ก่ออาชญากรรม เช่น เทด บัน ดี และชาร์ลส แมนสัน

          ขณะเดียวกัน การมีเพื่อนจินตนาการที่ดี จะช่วยสอนให้ลูกของเรามีความประพฤติที่ถูกต้องเหมาะสม ฮอลลิดอยยังเตือนใจต่อว่า ในชีวิตจริง ถ้าลูกเราคบเพื่อนไม่ดี ที่ชอบทำผิด ก็ต้องพูดจาแนะนำสั่งสอนไม่ให้ลูกเราหลงผิดไปกับเพื่อนที่ทำอะไรนอกลู่นอก ทาง เพราะในบั้นปลายลูกเราก็คงจะเป็นคนดียาก หรือทำผิดไปด้วย

เทคนิคการคบเพื่อนดี

          ปัจจุบัน วัยรุ่นไม่น้อยมีปัญหาให้พ่อแม่หนักใจ เช่น ไม่เรียนหนังสือ หนีเที่ยว ลักเล็กขโมยน้อย (หรือใหญ่) เป็นสเกาท์ หรือสก๊อยท์ ติดยา หรือขายยาเสพติด โกหก หนีออกจากบ้าน เป็นต้น

          George Sanford เขียนเรื่อง How to Pick An Imaginationary Friend For Your Child บอกว่า การคบเพื่อนเป็นส่วนสำคัญของลูกเราที่จะเป็นคนดีหรือคนมีปัญหา เขาบอกว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่นให้เคล็ดลับ คือ

        
1. สอนคุณค่าที่ดี เช่น ความซื่อสัตย์ เมตตา สุภาพ มีน้ำใจ ให้อภัย ขออภัย เป็นต้น รวมทั้งเป็นตัวอย่างในการทำดี มีคุณธรรมตามที่สอนเด็ก อย่าลืมว่าเด็กอยู่กับใคร ก็จะมีนิสัยใจคอเหมือนคนที่เลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่าง ที่เห็นในข่าวที่แม่พาลูกอายุประมาณ 7 ขวบ เข้าไปในร้านอาหารแถวพัทยา ซึ่งมีแขกฝรั่งทั้งชายหญิงนั่งกันเต็ม โดยแม่กับผู้หญิงอีกคนนั่งโต๊ะข้าง ๆ ฝรั่ง แล้วให้ลูกเดินเข้ามาในร้านอ้อมไปหลังผู้หญิงฝรั่งที่กำลังกินอาหาร แล้วเด็กเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าที่ผู้หญิงฝรั่งวางไว้หลังเธอ โดยผู้หญิงฝรั่งไม่รู้ตัว เนื่องจากเด็กตัวเล็กและเลยขอบเก้าอี้มานิดเดียว ทำอะไรจึงไม่มีใครเห็น ประกอบกับเด็กท่าทางชำนาญ มองซ้ายขวาก่อนล้วงกระเป๋าเงินเหยื่ออย่างรวดเร็ว แล้วเด็กก็เดินออกไปโดยมีแม่รีบเดินประกบลูกจนออกนอกร้าน เด็กคนนี้อาจทำเพราะถูกสอนหรือบังคับก็ตาม แต่เป็นการสอนเด็กให้เสียคน และถ้าไม่เปลี่ยนนิสัย โตขึ้นอาจมีโอกาสได้กินข้าวแดงในคุก

        
2. ใช้ชื่อเพื่อนจินตนาการง่าย ๆ เช่น เอ บี ซี ดาว เดือน เป็นต้น เด็กจะได้ไม่สับสน ถ้ามีเพื่อนจินตนาการเกินหนึ่งคน หรือแค่หนึ่งคนก็ควรมีชื่อ

        
3. พ่อแม่ช่วยแนะนำให้เด็กจินตนาการ ควร ทำตั้งแต่เด็กยังเล็ก ๆ ดีกว่าให้เด็กหาเพื่อนในจินตนาการเอาเอง จนอาจได้เพื่อนน่ากลัว หรือผิด ๆ รอน ฮอลลิดอย ย้ำ ต่อให้เด็กเห็นตุ๊กตาสุนัข หมี ลิง เป็นเพื่อน ก็ต้องยอมรับแบบไปตามน้ำ พอแกโตขึ้นหน่อยแกคบเพื่อนจริง ๆ ก็จะรู้ว่าเพื่อนในจินตนาการไม่ใช่ของจริง

        
4. สร้างเพื่อนในจินตนาการตามที่เด็กชอบ เช่น เด็กชอบสีฟ้า อาจให้เพื่อนในจินตนาการใส่เสื้อสีฟ้า หรือผมสีฟ้า

        
5. ให้นึกว่าเป็นเพื่อนจริง เปรียบเสมือนกำลังพูดกับคู่แฝด เพื่อให้แกอยากทำ เช่น แอลลี่กับบีจะดื่มนม, ไปอาบน้ำกันไหม, นอนกันดีกว่า รวมทั้งห้ามพี่ ๆ หรือญาติล้อเลียน เด็กเล็ก ๆ ว่ามีเพื่อนที่ไม่มีตัวตน

        
6. ใช้เพื่อนจินตนาการเป็นต้นแบบที่ดี เช่น ลูกเรากล่าวคำเท็จ เราต้องบอกเด็กว่า บียังไม่พูดโกหก บีพูดแต่ความจริงไม่หลอกใครใช่ไหม

        
7. ให้รางวัลเพื่อนจินตนาการที่ทำดี เช่น บีกินข้าวเองได้ต้องให้รางวัล, บีแปรงฟันก่อนนอก ดีมากจริง ๆ, บีไม่ฉีกหนังสือ แม่จะซื้อสมุดภาพให้

        
8. ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด รอน ฮอลลิดอย บอกว่า พอเด็กอายุ 11-12 เดือน ก็ควรสอนให้เด็กหยุด รวมทั้งอย่าได้ส่งเสริมเด็กให้มีเพื่อนจินตนาการต่อไป เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาเด็ก

        
9. เพื่อนจินตนาการที่ดีมีอิทธิพลต่อคุณค่าการดำรงชีวิตของเด็ก ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่ใกล้ชิดกับลูกได้วางรากฐานของการคบเพื่อนที่ดี ไม่ว่าในโลกแห่งจินตนาการหรือโลกแห่งความเป็นจริง เป็นการนำทางลูกด้วยความรัก ไม่ควรเอาแต่ตำหนิ แต่ให้กำลังใจ และควรสอนลูกโดยเฉาพะเล็ก ๆ ซึ่งแกอาจไม่เข้าใจเท่าเด็กโตเป็นการค่อย ๆ พูดจาทำความเข้าใจ พูดง่าย ๆ คือ ชมเชยส่วนดีของลูก ให้เกียรติลูกไม่ว่าจะยังเล็กหรือโตแล้ว เป็นเพื่อนแกและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกเสมอ

          นี่ คือข้อคิดของผู้เชี่ยวชาญที่น่าสนใจ เพราะเพื่อนคือบุคคลสำคัญในชีวิตของลูก โดยเฉพาะ Dr.Jacques Chevier ศึกษาเรื่องการมีเพื่อนของลูกว่า เพื่อนเล่นบางคน คือชาตานกลับชาติมาเกิด ในหนังสือ Apocalypse Now ! โดยเขาเชื่อว่า ควรระวังการมีเพื่อนเล่นของลูก เพื่อลูกจะได้ปลอดภัย Dr.Jacques Chevier ศึกษาจากประวัติความเป็นมาทางใต้ของอิตาลี และเตือนเรื่องเพื่อนว่า

         
1. ฟังภาษา ทารกมักจะพูดไม่เป็นภาษา แต่ถ้าพูดภาษาแปลก ๆ โบราณ ๆ หรือทำตาเหลือกไปข้างบน ก็อย่าให้ลูกไปเล่นด้วย

         
2. โกรธเกินปกติ และทำหน้าตาน่ากลัว เหมือนผีสิง ปีศาจ หรือซาตาน

         
3. วาดภาพน่ากลัว ภาพแบบนี้ไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์หรือทักษะ แต่เป็นอาการของเด็กไม่น่าคบ ลูกเราจะได้ไม่ตกใจ

         
4. กลิ่นตัวเหม็น จน ผ้าอ้อมเหม็นผิดปกติ ไม่ว่าจะมีฉี่อึหรือไม่ สิ่งที่ Dr.Jacques Chevier กล่าวมีมากกว่านี้ แต่คัดมาอ่านแค่ขำ ๆ ว่าฝรั่งก็เชื่อเรื่องผีสาง คนไทยเชื่อเรื่องผีสางไม่น้อยแต่คงไม่ถึงกับหาว่า ลูกมีเพื่อนเป็นซาตานหรือไม่ เขายังบอกอีกว่า ทางป้องกันที่ดี คือให้ลูกเพื่อนสาบานต่อหน้าคัมภีร์ไบเบิ้ล ถ้าเป็นคนไทย คงรดด้วยน้ำมนต์ หรือสาดด้วยข้าวสาร หรือผูกสายสินจญ์ที่ข้อมือ

          อย่างไรก็ตาม ก็ยังดีที่ Dr.Jacques Chevier บอกว่า อย่าไปเหมาว่าเด็กคนนี้เป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด เพราะไม่ยุติธรรม

          อ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ใช้วิจารณญาณกันเอง แต่พอสรุปได้ว่า คบเพื่อนดี เป็นศรีแก่ตัว, คบเพื่อนชั่ว อัปราชัย, คบกับใครต้องมีเหตุผลหน่อย

เรื่อง : รศ.สุพัตรา สุภาพ อาจารย์อาวุโส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ นสพ.และนิตยสาร วิทยากรในวิทยุโทรทัศน์
แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต