Showing posts with label ลูกกับการนอน. Show all posts
Showing posts with label ลูกกับการนอน. Show all posts

Saturday, October 4, 2014

เบบี้ฝันร้ายได้หรือ?




  เมื่อทารกมีอาการสะดุ้งตื่นร้องไห้กลางดึก คุณแม่มักเข้าใจว่าลูกน้อยกำลังฝันร้ายแน่ ๆ แต่ในความจริงทารกตื่นร้องให้กลางคืนมีหลายสาเหตุค่ะ ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ลูกหลับสนิทตลอดคืนต่างหาก

ทารกฝันร้ายได้หรือ ?

          เจ้า ตัวเล็กของคุณพ่อคุณแม่มีประสบการณ์หรือภาพที่เห็นต่าง ๆ ไม่มากพอที่จะทำให้ฝันร้ายตอนนอนกลางคืนได้ค่ะ อาการฝันร้าย มักเกิดขึ้นกับเด็กวัย 4 ปีขึ้นไป โดยส่วนหนึ่งมาจากสิ่งที่ลูกคิดเอง กิจกรรมที่ลูกเล่น ประสบการณ์ที่ลูกได้รับ สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้น

สะดุ้งตื่นร้องตอนกลางคืนไม่ใช่ฝันร้าย

          อาการสะดุ้งตื่นร้องในตอนกลางคืนของทารก เป็นเรื่องปกติของวัยนี้ เพราะลูกมักนอนไม่เป็นเวลา และนอนรวมนานวันละ 16-20 ชั่วโมง โดยแบ่งช่วงนอนครั้งละ 3-4 ชั่วโมง จะนอนหลับสลับตื่นเป็นช่วง ๆ จนกระทั่งอายุ 6 เดือน ลูกถึงจะนอนเป็นเวลามากขึ้นนอนราว 13-14 ชั่วโมงต่อวัน โดยช่วงเวลานอนนานขึ้นเป็นครั้งละ 6-8 ชั่วโมง หลังจากอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป ลูกจะสามารถนอนติดต่อกันได้ช่วงหลังเที่ยงคืนถึงรุ่งเช้า โดยไม่ตื่นขึ้นมาร้องงอแงเลย

สาเหตุ

          การที่ลูกทารกสะดุ้งตื่นร้องตอนกลางคืน เพราะอาจหิวนม หรือไม่สบายตัวเพราะฉี่แล้วผ้าอ้อมเปียกแฉะ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตอบสนองแล้ว ก็จะหายและนอนต่อได้

          สำหรับเจ้าตัวเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แล้วยังตื่นกลางคืนบ่อย ตื่นขึ้นมาร้องให้บ่อย ๆ นั้น มักเกิดจากความเคยชินที่ตื่นขึ้นมากินนมตอนกลางคืน หรือตื่นขึ้นให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มกล่อม หรือให้กินนมถึงจะหลับต่อได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ฝึกหัดลูกให้นอนหลับได้ด้วยตัวเอง

          นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ ก่อนนอนมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก หรือเล่นกับลูกแบบเร้าใจมาก ๆ เช่น เล่นสนุกกัน ร้องกรี๊ดกร๊าด หัวเราะเอิ๊กอ๊าก อาจทำให้ลูกสะดุ้งตื่นตอนกลางคืนได้ หรืออาการเจ็บป่วย ไม่สบายใจ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตลูกอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองได้อย่างถูกต้อง

ผลต่อพัฒนาการ

          เมื่อลูกนอนไม่พอหรือนอนไม่ได้คุณภาพ มีผลต่อการทำงานของสมอง ต่อการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาการต่าง ๆ ด้านความจำ ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ ทำให้ลูกมีอารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดง่าย มีอาการด้านลบออกมาได้มากขึ้น ทั้งยังมีผลต่อสมาธิทำให้ซน อยู่ไม่นิ่ง รวมทั้งมีพฤติกรรมความก้าวร้าวเกิดขึ้น ที่สำคัญจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูในแง่ของความสัมพันธ์และ อารมณ์ คือ คุณพ่อคุณแม่อาจนอนไม่พอเหมือนลูก ทำให้อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด ซึ่งส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูก โดยเฉพาะพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของลูกได้

5 วิธีช่วยลูกหลับสบาย

          1. อย่าตกใจ เมื่อลูกตื่นร้องกลางคืน อย่ารีบลุกขึ้นเปิดไฟ เข้าไปอุ้มลูกขึ้นจากที่นอน หรือป้อนนมให้ลูก ปล่อยให้ลูกร้องสักพักประมาณ 1-3 นาที โดยทั่วไปทารกจะหยุดร้องและนอนต่อได้เอง

          2. ตอบสนองลูกเพียง "สัมผัส" หากปล่อยลูกร้องผ่านไป 3 นาทีแล้ว ลูกยังไม่หยุดร้อง คุณพ่อคุณแม่ค่อย ๆ ตอบสนองลูก เช่น ตบก้นเบา ๆ หรือใช้มือแตะตัวลูกเบา ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ข้าง ๆ และเป็นการทิ้งช่วงให้ลูกหลับต่อได้เอง

          3. อย่าเพิ่งเปิดไฟ หรืออุ้มลูกทันที ให้สังเกตก่อนว่าที่ตื่นร้อง เพราะหิวหรือเปล่า เพราะฉี่หรือเปล่า แล้วค่อย ๆ ตอบสนองลูกอย่างเบามือ นุ่มนวล และให้เกิดเสียงเบาที่สุด

          4. Bed Time Routine ฝึกวินัยการนอน เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6-8 เดืนอขึ้นไป จนกระทั่งลูกโตเลยนะคะ โดยให้เข้านอนเป็นเวลาเดิม ตื่นเป็นเวลาและตรงเวลา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันธรรมดา หรือวันหยุดเป็นอย่างไร เมื่อลูกโตขึ้นหน่อย คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกนอนไม่เกิน 20.00-20.30 น.

          5. ฝึกลูกนอนในที่นอนขงเขาเอง ในขณะที่ลูกเริ่มง่วงแต่ยังไม่หลับ สามารถฝึกลูกนอนด้วยตัวเองบนที่นอน โดยเริ่มจากการนำของที่ลูกชอบไปไว้ที่เตียงของลูก แทนการอุ้มกล่อมหลับ แล้วค่อยอุ้มลูกไปที่นอน แต่ต้องดูด้วยนะคะว่า ของชิ้นนั้นไม่ทำอันตรายลูก เช่น ไม่มีสายระเกะระกะที่สามารถพันคอ หรือพันตัวลูกได้ เป็นต้น จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าต้องนอนด้วยตัวเอง และหากลูกสะดุ้งตื่นกลางคืน เขาก็จะค่อย ๆ หลับต่อได้เองในเวลาต่อมา

เคล็ดลับช่วยลูกหลับสบาย

         จัดบรรยากาศให้น่านอน ก่อนพาลูกเข้านอนประมาณ 20-30 นาที ห้องนอนลูกสะอาดและสบาย ไม่ต้องเปิดไฟจ้าจนเกินไป เปิดไฟสลัวพอมองเห็นทาง ที่สำคัญอากาศต้องไม่เย็นจัด หรือร้อนจนกินไป

         อย่าให้ลูกหิวช่วงก่อนเข้านอน สำหรับเบบี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องอดทนตื่นมาให้นมลูก และเมื่อลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรให้กินนมก่อนเข้านอน

         เล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ลูกอายุ 6-8 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงเบา ๆ พูดคุยกันเบา ๆ ในห้องที่ลูกนอนได้ เพื่อเป็นสัญญาการเข้านอนที่สำคัญอย่าลืมทำเป็นประจำทุก ๆ คืนนะคะ

         ไม่ควรมีโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องนอนของลูก

          เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงเบาใจลงที่ไม่ใช่อาการฝันร้าย ลองนำเคล็ดลับที่บอกไปใช้ดูนะคะ เพื่อให้เบบี้ของเราหลับสบาย และพัฒนาการดีวันดีคืนค่ะ

เรื่อง : ศรัญญา เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ พญ.ดลจรัส ทิพย์มโนสิงห์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, August 31, 2014

นอนกรน...เรื่องใหญ่ของเจ้าตัวน้อย !




         เสียงกรนฟี้ ๆ ของลูกน้อย อาจจะเป็นเรื่องน่ารักน่าชังของคุณแม่บางคน ที่คิดว่าลูกนอนสบายจนระบายความสุขออกมาเป็นเสียงกรน แต่เมื่อไหร่ก็ตามหากเจ้าตัวเล็กเริ่มกรนเสียงดังขึ้น คุณแม่ควรกังวลได้แล้ว เพราะภาวะนอนกกรนในเจ้าตัวเล็กส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย และสติปัญญาของลูก และหากมีอาการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยงานนี้อาจมีอันตรายถึงชีวิตค่ะ

ลูกน้อยนอนกรนเกิดจากอะไร

          เด็กนอนกรนส่วนใหญ่จะพบในช่วงที่ลูกเริ่มโตตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองรวมถึงต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โตขึ้น ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจจนเกิดเสียงกรน นอกจากนี้ภาวะนอนกรนของเจ้าตัวเล็กอาจเกิดจาก

         โรคภูมิแพ้

         โรคระบบทางเดินหายใจ

         ลูกน้อยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เจ้าตัวเล็กที่อ้วนเกินไปจะมีไขมันรอบคอเยอะ เมื่อหลับกล้ามเนื้อเกิดหย่อนตัว ไขมันไปกดทับทางเดินหายใจมากส่งผลให้นอนกรน

         ครอบครัวมีประวัติโรคนอนกรน

นอนกรน…ภัยร้ายยามหลับ

          การที่เจ้าตัวเล็กนอนกรนส่งผลต่อการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก ทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย เพราะจะมีผลต่อการหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กที่จะหลั่งออกมาในตอนหลับสนิทกลางดึกเท่านั้น

          การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพที่เกิดจากการนอนกรนทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาลูกน้อยจะไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า อ่อนเพลีย งัวเงีย อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเรียนรู้ สมาธิสั้น ความจำไม่ดี ก้าวร้าว ซนกว่าปกติ

          หากลูกน้อยมีอาการกรนและมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วยยิ่งต้องระวัง เพราะการหยุดหายใจตอนหลับส่งผลให้ออกซิเจนในเลือดลดลง หัวใจจึงทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย หากคุณแม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนาน ๆ ลูกน้อยจะมีอาการหัวใจโต และอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเสียชีวิตได้

          การนอนกรนจะรบกวนการนอนของเจ้าตัวเล็ก ทำให้ลูกน้อยมีอาการต่าง ๆ เข้ามาเป็นอุปสรรคการนอนหลับไม่ว่าจะเป็นปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะรดที่นอน นอนหลับไม่สนิท นอนดิ้น ผวาตื่น หรือฝันร้ายง่าย

          การนอนกรนทำให้ลูกอ้าปากเวลานอน เพราะต่อมอะดีนอยด์โต ทำให้กระดูกเพดานปากโก่งสูง ส่งผลอาจทำให้ฟันหน้ายื่นผิดรูป (ฟันเหยิน) สาเหตุเพราะเจ้าตัวเล็กที่นอนกรนจะหายใจเข้าออกผ่านทางปากมากกว่าการหายใจ เข้าออกผ่านช่องทางปกติคือจมูก

แก้ปัญหาลูกนอนกรน

          เบื้องต้นคุณแม่ควรดูแลสภาพแวดล้อมในห้องนอนของเจ้าตัวเล็กว่าขัดขวางสุขลักษณะการ นอนที่มีคุณภาพหรือเปล่า เช่น อากาศไม่ถ่ายเท มีแสงสว่างส่องตาลูก อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป มีอะไรมาปิดทับการหายใจ (เช่น หมอน ผ้าห่ม) ของลูกหรือเปล่า

          เช็คดูว่าลูกน้อยมีน้ำมูกหรือเปล่า บางครั้งเจ้าตัวเล็กป่วยเป็นหวัด น้ำมูกก็เป็นอุปสรรคต่อการนอน ทำให้เกิดอาการกรนได้ หากเป็นสาเหตุนี้คุณแม่ก็จัดการเจ้าน้ำมูกตัวร้ายซะเลยค่ะ

          การแก้ปัญหาเบื้องต้น ให้ลองจับลูกนอนตะแคงเพราะจะทำให้อาการนอนกรนของลูกลดลงได้

          แนวทางการรักษาทางการแพทย์ คุณหมอจะตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุที่เด็กนอนกรน เช่น ต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์โตผิดปกติ หรือจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้หรือไม่ แล้วรักษาตามอาการ

          ส่วนอาการหยุดหายใจขณะหลับ คุณหมอจะทำการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อดูว่ามีอาการหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่

          หากลูกน้อยนอนกรน คุณแม่ไม่ควรมองข้ามนะคะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็ก ควรพาไปปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุดค่ะ

จับตาแบบนี้อันตราย !

        
หลับแล้วมีเสียงกรนดังและเป็นประจำ

        
เสียงกรนขาด ๆ หาย ๆ หายใจเฮือกเหมือนขาดอากาศ

        
กรนร่วมกับอาการหยุดหายใจ หน้าอกไม่ขยับขึ้นลง

        
ตอนหลับรอบปากเขียวหรือริมฝีปากคล้ำ

        
เวลานอนหายใจอกบุ๋ม ท้องโป่ง

        
กลางวันเจ้าตัวเล็กงัวเงีย ง่วงนอนผิดปกติ ขี้หงุดหงิด ซนมาก สมาธิสั้น

          หากภาวะนอนกรนของลูกเริ่มทำให้เจ้าตัวเล็กมีอาการเข้าข่ายข้างต้น อาจเป็นไปได้ว่าเริ่มมีความผิดปกติจนอาจเกิดอันตรายแล้ว ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

แหล่งที่มา  modernmom, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, April 30, 2014

ลูกนอนยาก มีผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้




         ลูกนอนยากทำยังไงดีคะ เพราะตอนกลางวันลูกก็นอนหลับดี แต่พอตกกลางคืน ลูกกลับลวดลายไม่ยอมนอน กลายเป็นเด็กนอนยาก ร้องไห้งอแง แล้วแม่จะทำยังไงดีเนี่ย

          ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องรุนแรงอะไรที่ลูกจะมีปัญหาทุกครั้งที่พาเข้านอน แต่ถ้าดูกันลึก ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ หาสาเหตุและทางแก้ไข เพราะแม้จะเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่ถ้าสะสมไปก็จะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ โดยเฉพาะกับลูกวัยนี้แล้ว การพักผ่อนไม่เต็มที่ มีผลกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกด้วย

ใช้ไม้อ่อนปราบคนนอนยาก...ดีกว่า

        
 ถ้าลูกยังห่วงเล่น ควรบอกลูกล่วงหน้าสักหน่อยเพื่อเป็นการเตือนว่า ใกล้จะถึงเวลานอนของหนูแล้วนะ แม่ให้เวลาอีกแป๊บเดียว หนูเก็บของเล่นได้แล้วนะคะ การบอกล่วงหน้าเพื่อเป็นการให้ลูกได้เตรียมใจ และไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือถูกพรากไปจากของที่แกเล่นอยู่

        
 ถ้าลูกเป็นเด็กวิตกกังวลหรือดูว่าจิตใจว้าวุ่น หวาดระแวง และหาทางออกด้วยการดูดนิ้ว ดูดขวดนม หรือกอดตุ๊กตาไว้แน่น เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกเพลิน อย่างนี้ต้องอนุโลมยอมให้แกทำแบบนี้ ไม่ต้องกลัวลูกจะติดหรอกค่ะ เดี๋ยวถึงวัยที่เหมาะสมก็จะเลิกได้เอง

        
 จัดสรรเวลานอนกลางวันของลูกให้เหมาะสม เช่น ถ้าการนอนตอนบ่ายค่อนไปตอนเย็นก็ให้เลื่อนเวลามานอนตอนสาย ๆ แทน และต้องดูด้วยว่า ระยะเวลาในการนอนกลางวันของลูกมากเกินไปรึเปล่า เพราะโดยปกติเด็กวัยนี้ต้องการนอนหลับในตอนกลางวันประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ต้องการการนอนตอนกลางคืนถึง 11-12 ชั่วโมง

        
 พยายามจัดสิ่งแวดล้อมให้ดูสบาย ๆ สงบเงียบ เช่น ถ้าใกล้ถึงเวลานอนของลูก คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะปิดทีวีแล้วพาลูกเข้านอน สังเกตดูที่นอนของลูกด้วยว่า ปกติดีไหม อากาศเป็นยังไง แสงสว่างมากหรือน้อยไป มีมดแมลงอยู่หรือเปล่า

        
 ให้ลูกเข้าห้องน้ำตอนกลางวันสม่ำเสมอ เพื่อกลางคืนลูกจะได้ไม่ตื่นเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ

        
 ถ้าลูกกลัวต้องปลอบโยนและช่วยเหลือลูก เช่น ถ้ากลัวความมืดก็เปิดไฟสลัวๆ ทิ้งไว้ และควรพูดให้ความมั่นใจว่าพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ถ้าหนูกลัวก็เรียกได้พ่อแม่ได้ยินเสียงจะรีบเข้ามาหาทันที แต่ถ้าลูกยังกลัวอยู่ คุณก็คงต้องนอนกับแกไปสักระยะหนึ่ง 3-4 วันผ่านไปเมื่อแกเห็นว่าไม่มีอะไรน่ากลัวแกก็จะกล้านอนคนเดียวในที่สุด

        
 ก่อนเข้านอนจัดการธุระของลูกให้เรียบร้อย พาแกไปเข้าห้องน้ำ แปรงฟันหรือฉี่เสียให้เสร็จ และต้องแน่ใจว่าแกไม่อิ่ม หิว หนาวหรือร้อนเกินไป

        
 พยายามทำให้แกรู้สึกว่ารัก เช่น อุ้มแกเดินเล่นเพลิน ๆ ก่อนพาเข้านอน หรือกอด หอมแก้มแกบ้าง หรือเป็นคนพาแกเข้านอนเอง ให้แกรู้สึกว่าคุณไม่ได้ทอดทิ้งแกให้อยู่แต่กับพี่เลี้ยง
   
        
 ไม่ควรจู้จี้ บังคับลูกมากเกินไป ยิ่งช่วงแรก ๆ ของการฝึกให้ลูกนอนเป็นเวลานั้น คุณยิ่งต้องยืดหยุ่น อย่าบังคับแต่อาจใช้เทคนิคอื่น ๆ แทน เช่น พาแกไปอยู่ในมุมเงียบ ๆ (หรือบนเตียงแกก็ได้) ห่างไกลจากสิ่งเร้าทั้งหลาย โอบอุ้มแกไว้ เล่านิทาน หรือเปิดเพลงคลอเบา ๆ ให้แกรู้สึกว่ากล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ลูกก็จะไม่ต่อต้าน เพราะไม่รู้สึกว่าวิธีปฏิบัตินี้เป็นการบังคับแต่กลับรู้สึกว่าพ่อแม่รัก

          สำคัญมากที่สุดคือ ถ้าลูกนอนเป็นเวลาได้แล้วหรือนอนหลับได้ตลอดคืน ไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อก่อน หลังจากใช้กลยุทธ์ข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรชมเชยลูกด้วยท่าทีที่จริงใจและให้กำลังใจแกเสมอ


โดย : นงพุธ
แหล่งที่มา  modernmom, http://baby.kapook.com

Tuesday, December 10, 2013

7 วิธี สร้างนิสัยการนอนที่ดีให้ลูกน้อย




การนอนหลับของทารกเป็นประโยชน์ต่อการเจริญ เติบโตของร่างกาย และสติปัญญาการส่งเสริมให้ทารกได้นอนหลับสนิทตลอดคืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีคุณค่าอย่างยิ่ง สำหรับทารกอย่างไรก็ดี หลายครอบครัวมักประสบปัญหานั่นคือ ทารกมักตื่นบ่อยในตอนกลางคืน หรือบางรายกลางคืนอาจไม่ยอมนอน แต่ไปนอนในช่วงเช้า หรือกลางวันแทน ซึ่งปัญหาเหล่าน้ำที่ให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านรู้สึกกังวล หรือบางรายอาจรู้สึกหงุดหงิด เพราะต้องอดหลับอดนอนไปด้วย นับเป็นเรื่องที่มักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ

การสร้างนิสัยการนอนที่ดีให้ทารกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่ง เสริมให้เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกน้อยได้นอนหลับอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็ได้ พักผ่อนอย่างเต็มที่ด้วย เพราะฉะนั้น ฉบับนี้จะขอเล่าถึงกลยุทธิ์ในการสร้างนิสัยการนอนที่ดีให้ทารก เพื่อท่านผู้อ่านอาจนำไปทดลองปฏิบัติดู ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ยิ่งปฏิบัติได้เร็ว ก็ยิ่งได้ผลดี โดยอายุที่นับว่าเหมาะสม ในการฝึกนิสัยการนอนหลับ คือ อายุ 4 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้เพราะแบบแผนการนอนของทารกในช่วงนี้มีการพัฒนามากขึ้น มีแบบแผนที่ชัดเจน สม่ำเสมอมากขึ้นมาดูกันว่า 7 วิธี สร้างนิสัยการนอนที่ดีให้ลูกน้อย มีวิธีการอย่างไรบ้าง

1. ส่งเสริมให้ทารกรู้จักเปล หรือที่นอน และห้องนอนของเขา เพื่อให้เขาได้รู้หรือสัมผัสได้ว่าเมื่อเขาถูกวาง อยู่บนที่นอนเมื่อไร แสดงว่าเมื่อนั้นได้เวลาที่เขาจะต้องนอน ดังนั้น คุณจึงควรพาทารกมาที่ห้องนอนของเขา และวางเขาบนที่นอนเมื่อถึงเวลาที่จะให้เขานอน

2. คุณควรวางทารกในที่นอนของเขาก่อนที่เขาจะหลับ (ในขณะที่เขายังตื่นอยู่) เพื่อให้ทารกคุ้นเคยกับที่นอนและสถานที่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคิดเชื่อมโยงเมื่อเขาตื่นขึ้นในตอนเช้า เพราะถ้าหากคุณอุ้มทารกไว้จนกระทั่งเขาหลับไปแล้วจึงวางเขานอนบนที่นอน เมื่อตื่นขึ้นมา เขาอาจตกใจร้องไห้ได้ถ้าไม่เห็นคุณอยู่หรืออุ้มเขา

3. คุณควรแนะนำให้ทารกรู้จักความแตกต่างของกลางวันและกลางคืน โดยในช่วงกลางวันคุณควรให้ทารก มีระยะเวลาในการนอนน้อยกว่าในตอนกลางคืน นอกจากนี้ ขณะทารกนอนในตอนกลางวัน คุณควรให้ทารกนอนในห้องที่มีแสงสว่างพอเพียง ไม่ควรให้นอนในห้องที่มืด เพื่อป้องกันมิให้ทารกรู้สึกสับสนว่าเป็นกลางคืน

4. คุณควรฝึกนิสัยให้ทารกได้นอน ตลอดจนรับประทานอาหาร (ดูดนม) ในเวลาที่แน่นอน เป็นประจำ เพื่อทารกจะได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและกิจกรรมที่ปฏิบัติ

5. ช่วงเวลาก่อนเข้านอน คุณควรลดกิจกรรมการเล่นของทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมการเล่นที่ต้องมีการเคลื่อนไหว และการเล่นที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ และความรู้สึกต่างๆ

6. คุณควรห่มผ้าให้ทารกด้วยผ้าห่มประจำของเขา หรือวางของเล่นที่เขาชอบคุ้นเคย หรือเล่นเป็นประจำไว้ข้างๆ เขา ซึ่งจะช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจมากขึ้น

7. ถ้าหากทารกตื่นและร้องไห้กลางดึก คุณไม่ควรรีบเปิดไฟ หรืออุ้มทารกขึ้นมาแต่คุณควรยืนสังเกตดูห่างๆ ถ้าทารกยังร้องไม่หยุด ให้คุณเข้าไปปลอบ และสังเกตดูว่ามีความผิดปกติ อะไรหรือไม่ ยังไม่ต้องอุ้มทารกขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อให้ทารกรู้ว่าเป็นเวลาของการนอน กลยุทธข้อนี้ คุณต้องสังเกตและค้นหาด้วยว่าทารกร้องไห้เพราะอะไร ถ้าทารกร้องไห้เพราะเปียก แฉะ หรือปวดท้อง คุณต้องรีบจัดการแก้ปัญหาให้ก่อน นอกจากนี้คุณไม่ควรสร้างนิสัยความเคยชินให้ทารกด้วยการให้ทารกดูดจุกนมเทียม เพราะเมื่อทารกเกิดความเคยชินที่จะต้องดูดจุกนมเทียมทุกครั้งที่นอนแล้ว เมื่อเขาตื่นขึ้นและพบว่าจุกนมหลุดออกจากปาก เขาอาจร้องหาจุกนมนั้นได้

ทั้ง 7 วิธี ที่กล่าวมานี้ เป็นกลยุทธิ์สำคัญในการสร้างนิสัยการนอนของทารก ถ้าคุณนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะได้ทารกที่มีแบบแผนการนอนที่เหมาะสม และโอกาสที่เขาจะตื่นขึ้นมารบกวนคุณกลางดึกก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
  
แหล่งที่มา นิตยสาร First Year of Life,  http://firstyear.pregnancysquare.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต