Showing posts with label เด็กกับการกิน. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับการกิน. Show all posts

Monday, December 29, 2014

ลูกอ้วน เรื่องใหญ่ต้องรีบแก้




         การที่ลูกมีความสุขกับการกิน Enjoy Eating กินเก่ง กินตลอดเวลานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะทำให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้มีผลเสียต่อร่างกายและเป็นโรคอื่น ๆ อีกมากมายตามมาครับ

5 เรื่องต้องรู้ ถ้าปล่อยให้ลูกอ้วน

          มีคนจำนวนมากคิดว่าเด็กอ้วนน่ารัก แข็งแรง และจะหายเองเมื่อเด็กโตขึ้น ? : แต่จากการศึกษาพบว่าร้อยละ 10-20 ของทารกที่อ้วนเมื่อโตขึ้นจะเป็นเด็กอ้วน ร้อยละ 40 ของเด็กอ้วนเมื่อโตขึ้นจะเป็นวัยรุ่นที่อ้วน และร้อยละ 75-80 ของวัยรุ่นที่อ้วนจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน แสดงว่าเด็กอ้วนจะไม่หายและมีปัญหาเป็นโรคอ้วนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

          เสี่ยงโรคต่าง ๆ และปัญหาสุขภาพที่ตามมา : เด็กที่อ้วนเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะมีอัตราการเสียชีวิตโดยทั่วไปและเสีย ชีวิตเนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเด็กที่ไม่อ้วนถึง 2 เท่า

          นอกจากนั้นเสี่ยงกับโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแข็งและตีบตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงและกล้ามเนื้อหัวใจตาย เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงหรือหลอดเลือดสมองแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์และเสียชีวิตได้ ไขมันพอกตับทำให้ตับอักเสบ แข็งและวายจนเสียชีวิตได้ โรคนิ่วในถุงน้ำดี รวมไปถึงการที่มีความดันในกะโหลกศีรษะสูงคล้ายกับการมีเนื้องอกในสมอง (Psuedotumor Cerebri) ทำให้มีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน

          นอนกรน : หยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnoea) จนทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ มีผลเสียต่อร่างกาย สมอง หัวใจและปอดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

          ผลเสียต่อกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ :
เนื่องจากการที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

          ผลเสียด้านจิตใจ :
เป็นปมด้อย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึมเศร้า และอาจทำให้มีปัญหาพฤติกรรมการกินได้

เตรียมรับมือ จัดการโรคอ้วน !

          โรคอ้วนจึงไม่ใช่โรคของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เป็นโรคที่เป็นตั้งแต่วัยเด็กแล้วมีการสะสมของไขมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามหลอดเลือด หัวใจ สมอง ตับและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายจนกระทั่งถึงจุดที่จะแสดงอาการของโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ โรคอ้วนในเด็กจึงเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงมากกว่าที่เราคิด

เลี้ยงลูกไม่ให้อ้วน

         1. นมแม่ดีที่สุด ให้ลูกกินนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน

         2. ไม่ให้กินจุบจิบ พ่อแม่บางคนกังวลว่าลูกจะหิว เลยหาขนม ของว่างปรนเปรอเด็กและคะยั้นคะยอให้ลูกกินทั้งที่ลูกไม่ได้ขอ ทำให้ลูกกินอาหารเกินความต้องการและติดนิสัยกินมาก

         3.ไม่ ซื้อขนม และอาหารสะสมไว้ในบ้าน เพราะเมื่อมีของเหล่านี้อยู๋ในบ้านมาก ลูกจะไม่สามารถยับยั้งความอยากกินได้ ก็จะกินบ่อยตลอดเวลา ครั้งละมาก ๆ และหมดในเวลารวดเร็ว ทำให้มีน้ำหนักเกินเป็นโรคอ้วนในที่สุด

         4. สอนลูกให้กินผักและผลไม้จนเป็นนิสัย เพื่อที่ลูกจะได้กินแทนขนมและของว่าง

         5. สอนลูกให้มีวินัยการกิน กินอาหารเป็นเวลา ตักอาหารพอดีกิน ไม่เตรียมอาหารมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการกินแบบไม่ยั้ง สอนให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและกินพอดีอิ่ม

         6. ไม่สอนให้ลูกกินอาหารรสจัด ไม่ปรุงรสอาหารด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลาและพริก เพราะจะทำให้ลูกติดอาหารรสจัดซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพ เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน อ้วน และความดันโลหิตสูง

         7. ให้ลูกดื่มนมแต่พอดี พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดให้ลูกดื่มนมมาก ๆ เพื่อต้องการให้ลูกได้แคลเซียมมาก ๆ จะได้ตัวสูง แต่การดื่มนมมากเกินไป ดื่มเป็นลิตรทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ทำให้เด็กสูงมากขึ้นแต่กลับเป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้ เด็กอายุเกิน 1 ขวบ ควรให้เลิกนมมื้อกลางคืนและเลิกดูดขวดนม ควรให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่อง เด็กควรกินนมวันละ 2-3 มื้อ

         8. ลดกิจกรรมที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะการดูโทรทัศน์ ซึ่งมักจะมีการกินขนมจุบจิบขณะนั่งดูด้วย เด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูโทรทัศน์ ส่วนเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบควรจำกัดการดูโทรทัศน์รวมกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรมีโทรทัศน์ในห้องนอน

         9. สร้างนิสัยการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันและการเล่นกีฬา เช่น การทำงานบ้านร่วมกับครอบครัว เดิน-ขี่จักรยานแทนการนั่งรถเดินขึ้นลงบันได เป็นต้น

         10. ดูแลน้ำหนักตัว รวมถึงดูแลดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) ไม่ให้เกินมาตรฐาน

ปรับพฤติกรรมช่วยลดอ้วน

          1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้กินอาหารปริมาณลดลงและให้เหมาะสม ได้แก่ การงดกินอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น ของทอด อาหารที่มีไขมัน ครีม นม เนยและน้ำตาลปริมาณสูงเพื่อให้ได้รับพลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายใช้ ร่างกายก็จะไปย่อยสลายไขมันที่สะสมอยู่มาใช้เป็นพลังงาน น้ำหนักตัว ไขมันและความอ้วนจึงจะลดลง

          2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิต เช่น ทำงานบ้าน ซักผ้าด้วยมือ ขุดดิน รดน้ำต้นไม้ เดินขึ้นบันได ขี่จักรยาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้น

          3. เป็นแบบอย่างที่ดี พ่อ แม่ และทุกคนในครอบครัวที่ดูแลเด็ก เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา พี่เลี้ยงเด็กต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ให้เด็กเห็นและปฏิบัติตาม และที่สำคัญจะต้องร่วมมือในการดูแล รักษาเด็กทุกคนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่คนหนึ่งเข้มงวด อีกคนตามใจ การรักษาจึงจะได้ผลดี

          ที่สำคัญการรักษาต้องทำทั้ง 3 วิธีดังกล่าวไปพร้อม ๆ กันจึงจะได้ผลดี แต่เนื่องจากการรักษาโรคอ้วนเมื่อเป็นแล้วจะทำได้ยากมาก และมีอัตราความล้มเหลวสูง จึงควรหาทางป้องกันไม่ให้เป็นจะดีกว่าการรักษา

เรื่อง : รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์
แหล่งที่มา  modernmom, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, December 14, 2014

5 เทคนิคพิชิตลูกกินยาก !




            กรณีที่มีลูกกินยากและเลือกกินนั้น พ่อแม่หลาย ๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในแต่ละมื้อกว่าจะสรรหาอาหารสักอย่างให้ถูกใจคุณหนูคงจะคิดแล้วคิดอีก และพยายามงัดกลยุทธ์มาหลอกล่อ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ซึ่งการปรับพฤติกรรมการกินของลูกให้ดีขึ้นนั้น ควรจะไปแก้ที่ต้นเหตุจะดีกว่าค่ะ

ทีวี...ต้นเหตุสำคัญ

            เราอาจจะปล่อยปละละเลยเด็กจนเกิดนิสัยการกินไม่ดี ไม่มีระเบียบ เลือกกินแต่สิ่งที่เคยกินเป็นประจำ หรือบางทีก็ปล่อยให้เด็กดูทีวีมากเกินไปในขณะที่กินอาหารโดยไม่ว่ากล่าวตัก เตือน ทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยการกินไม่ดีในที่สุด

ความเชื่อผิด ๆ

            การบังคับให้เด็กกินอาหารแต่ละมื้อมาก ๆ เพราะเชื่อว่าเด็กที่อ้วนท้วนจะร่างกายแข็งแรงกว่าเด็กปกติทั่ว ๆ ไป เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก กลับจะยิ่งทำให้เด็กเกิดความเบื่ออาหารมากยิ่งขึ้นค่ะ

ใช้สิ่งของแลกเปลี่ยน

            การสัญญากับลูกว่า จะซื้อของเล่นให้ หรือพาไปเที่ยว เพียงเพื่อให้ลูกกินข้าวนั้น การกระทำเช่นนี้จะเป็นการเพาะนิสัยที่ไม่ดีให้กับลูก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า การจะได้สิ่งที่ตนเองต้องการนั้นใช้การกินเป็นเงื่อนไขได้ ฉะนั้น ก่อนจะกินอาหารหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ลูกก็จะเรียกร้องเอารางวัลจากเราอยู่เสมอ ซึ่งไม่มีวันจบสิ้นแน่นอนค่ะ

บังคับกินจนลูกอาเจียน

            การด่าเด็กในขณะกินอาหาร หรือบังคับให้กินอาหารที่ไม่ชอบ เด็กอาจมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เขาไม่ชอบออกมาในรูปของการอาเจียนออกมาหมด ซึ่งนิสัยขี้อาเจียนนี้ อาจกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเด็กไปตลอด และขยายไปสู่เหตุการณ์อื่น ๆ ที่เด็กไม่พอใจอะไรก็จะมีการอาเจียนออกมาค่ะ

            เราควรต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในการรับประทานอาหารร่วมกันทั้งครอบครัว ทำให้ลูกมีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง ด้วยการพูดคุยในสิ่งที่สนุกสนาน มิใช่เอาเวลาขณะกินอาหารมาเป็นช่วงอบรมสั่งสอน ดุด่าเด็กค่ะ จะยิ่งทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีในการกินอาหารอย่างมาก ถ้ามีเรื่องไม่ถูกไม่ควรก็เอาไว้พูดกันทีหลังจะดีกว่าค่ะ

กำหนดเวลาให้ชัดเจน

            ไม่ควรปล่อยลูกให้ใช้เวลาการกินนานเกินไป ซึ่งตามธรรมดาเวลากินอาหารอย่างมากไม่ควรเกิน 30 นาที ถ้าหมดเวลาแล้วลูกยังกินไม่เสร็จก็ควรเก็บอาหารไปเสีย โดยวิธีนี้ จะเป็นการปลูกฝังนิสัยให้เด็กรู้จักวางตัวเป็นคนมีระเบียบวินัยที่ดีค่ะ

แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com/view45867.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, September 30, 2014

อาเจียนเรื้อรัง ไม่ร้ายแรง แต่ทรมาน




          เด็ก ๆ อาเจียนได้ง่าย เพียงแค่ไอหรือกินอิ่มเกินไปก็ทำให้อาเจียนได้แล้วค่ะ และบางครั้งสาเหตุของการอาเจียนก็มาจากโรคที่ค่อนข้างอันตราย เช่น อาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในทางเดินอาหาร แต่ก็เป็นไปได้ที่เด็ก ๆ จะอาเจียนต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งถ้ามีอาการแบบเดียวกันซ้ำ ๆ บ่อย ๆ อาจสงสัยได้ว่าหนูน้อยเป็น "โรคอาเจียนเรื้อรัง' ค่ะ

          โรคอาเจียนเรื้อรัง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Cyclic Vomiting Syndrome
ซึ่งอาการจะไม่ใช่แค่อาเจียนบ่อยเท่านั้นนะคะ แต่เป็นการอาเจียนที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ อาเจียนหลาย ๆ ครั้งต่อชั่วโมง อาจต่อเนื่องเป็นวัน หรือหลายวัน บางทีอาจนานถึง 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะมีช่วงที่อาการหายไป ก่อนจะกลับมาเป็นใหม่ภายในหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนต่อมา เป็นวงจรและมีลักษณะเหมือนเดิม เด็กบางคนอาจมีอาการนำหรือสัญญาณเตือน เช่น ได้ กลิ่นแปลก ๆ ได้ยินเสียงแปลก หรือคันตามตัว และด้วยลักษณะอาการที่เป็นเหมือนเดิมซ้ำ ๆ คุณพ่อคุณแม่ที่รู้อยู่แล้วว่าลูกเป็นโรคนี้จะสังเกตได้เมื่อลูกเริ่มมี อาการค่ะ

          อาเจียน เรื้อรังมักเกิดในเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียน วัยอนุบาล และวัยประถม บางครั้งแม้เด็กอายุ 6-7 วัน ก็เป็นได้เช่นกันค่ะ ในสหรัฐอเมริกามีเด็กที่เป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 2.2 และในเมืองไทยก็พบเช่นกัน ส่วนมากอาการของโรคจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่เด็กบางคนอาจมีอาการต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ และจากรายงานพบว่า มีคนเป็นโรคอาเจียนเรื้อรังจนอายุ 70 ปี เลยก็มีค่ะ

อาเจียนเรื้อรัง ไม่มีสาเหตุ ?

          ความ แปลกของโรคอาเจียนเรื้อรังคือต้องเป็นการอาเจียนที่หาเหตุไม่เจอเท่านั้นค่ะ เพราะถ้าเจอก็แสดงว่าเป็นโรคอื่น ดังนั้น เวลาที่คุณหมอพบว่าหนูน้อยมีอาการเข้าข่าย ก็จะตรวจอย่างละเอียด โดยเฉพาะโรคที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน เช่น โรคลมชักที่ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งต้องตรวจคลื่นสมอง โรคไมเกรนที่ระบบทางเดินอาหาร การแพ้นมวัว หรือแม้กระทั่งไข้หวัด ถ้าตรวจทุกอย่างแล้วพบว่าไม่ใช่สาเหตุของการอาเจียน คุณหมอจึงจะระบุว่าเป็นโรคอาเจียนเรื้อรัง ซึ่งหมายความว่าในครั้งแรกที่ลูกน้อยอาเจียน คุณหมอจะยังไม่สามารถสรุปได้ทันที แต่ถ้ามีประวัติว่าคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ก็จะช่วยให้คุณหมอหาคำตอบของ อาการผิดปกติได้ง่ายขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ เก็บโรคอาเจียนเรื้อรังไว้เป็นคำตอบสุดท้ายนั่นเอง

วงจรอาเจียนเรื้อรัง

          โรคอาเจียนเรื้อรังมีอาการแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นวงจรดังนี้

         
1. อาการนำ เช่น ได้กลิ่นแปลก ๆ ได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือคันตามตัว

         
2. อาเจียน หลายครั้งใน 1 ชั่วโมง และต่อเนื่องเป็นวัน หลายวัน หรืออาจนานถึง 3-4 สัปดาห์

         
3. ช่วงพัก อาการจะหายไปเองระยะหนึ่ง อาจหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

         
4. อาการนำกลับมา และจะวนกลับไปสู่ระยะอาเจียนและช่วงพัก เป็นวงจรจนกว่าจะหายไปเอง

ไม่ร้ายแรง แต่ทรมาน

          แม้ ว่าจะไม่ใช่อาการที่ทำให้เจ็บปวดมากนัก แต่การอาเจียนต่อเนื่องนาน ๆ ก็เป็นสิ่งที่ทรมาน โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ ที่มักมีอาการปวดท้องและถ่ายเหลวร่วมด้วยสำหรับระดับความรุนแรงของการ อาเจียนสามารถสังเกตได้จากสีของอาเจียนดังนี้ค่ะ

        
อาเจียนเป็นสีเหลือง มาจากน้ำย่อยในกระเพาะ

        
อาเจียนเป็นสีเขียว มาจากน้ำดี

        
อาเจียนมีเลือดปน เกิดจากการที่อาเจียนอย่างรุนแรงจนมีการฉีกขาดของหลอดอาหารหรือเส้นเลือดที่ผิวของกระเพาะ ซึ่งก็ถือว่าอันตรายค่ะ

          Tips : การอาเจียนที่ไม่ใช่อาเจียนเรื้อรัง

          โรค บางโรคอาจทำให้หนูน้อยอาเจียนบ่อยและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ทางเดินอาหารติดเชื้อไวรัส การอุดตันของลำไส้หรือหลอดอาหาร หรือส่วนปลายของกระเพาะอาหาร จุดต่างของโรคเหล่านี้ก็คือ เด็กจะอาเจียนไม่หยุดโดยไม่มีช่วงพัก ในขณะที่โรคอาเจียนเรื้อรังจะมีช่วงที่อาการหายไป ก่อนจะวนกลับมาเป็นเหมือนเดมิอีกนั่นเอง

          ดัง นั้นถ้าพบว่าลูกอาเจียนมาก คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปรักษาที่โรงพยาบาลนะคะ เผื่อกรณีที่ลูกสูญเสียน้ำหรือเกลือแร่มากเกินไป จะได้ให้น้ำเกลือและปรับให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด บางทีถ้าอาเจียนมาก ๆ คุณหมออาจจะฉีดยาลดการอาเจียนให้ถ้ามีเลือดออกก็จะได้เช็คดูว่าซีดไหม ต้องเติมเลือดไหม และถ้ามีถ่ายเหลวก็ต้องดูเรื่องการติดเชื้อด้วยค่ะ

ทำอย่างไร ให้หนูหายดี

          เนื่อง จากโรคอาเจียนเรื้อรังไม่มีสาเหตุแน่ชัดและจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น จึงต้องใช้วิธีรักษาตามอาการเป็นหลักค่ะ หลังจากที่สรุปแล้วว่าเป็นโรคนี้แน่นอน และหนูน้อยก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ คุณหมออาจตัดสินใจให้ยาในกลุ่มของยานอนหลับ เพื่อให้เด็กได้พัก และจะมียากลุ่มที่แก้อาการอาเจียน สุดท้ายคือยาป้องกันลมชัก ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทนิด ๆ ยาเหล่านี้จะให้เมื่อเด็กมีอาการบ่อย และทนไม่ไหวจิรง ๆ เท่านั้นค่ะ

          สำหรับ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยการให้ลูกนอนพัก และจิบน้ำเรื่อย ๆ ถ้าอาเจียนมาก ๆ ก็ได้กินยาแก้อาเจียน และอย่าลืมสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดนะคะ ถ้าลูกดูเหมือนแห้งน้ำ ปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะไม่ค่อยออกควรรีบพาไปหาคุณหมอเพื่อให้น้ำเกลือ ที่สำคัญ ถ้าคุณหมอจ่ายยาให้ ไม่ควรปรับ หรือลดยาเอง ยกเว้นว่าคุณหมอจะอนุญาตนะคะ

เรื่อง : ไพริน เรียบเรียงจากากรสัมภาษณ์ นพ.ไพศาล เลิศฤดีพร กุมารแพทย์ด้านทางเดินหายใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ ภาพ อุทัย ใยย้อย
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, September 29, 2014

ทำไมเด็กไม่กินผักปัญหานี้มีคำตอบ


          ปัญหาเรื่องเด็กกับการกินผัก ดูจะเป็นของคู่กันที่พ่อแม่อย่างเราไม่อยากพบเจอเลยจริง ๆ แต่เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เรามาลองสำรวจกันก่อนสิว่า สาเหตุใดบ้าง ที่เป็นชนวนปัญหาของลูกน้อยในครั้งนี้ เพื่อจะได้รู้วิธีช่วยลูกรักหันมาเลิฟ เลิฟ กับการกินผักเสียที

ปัญหานี้ มีที่มา...

ต้นแบบทำ "เสีย" เอง

          เด็กมักมีพฤติกรรมเลียนแบบจากสิ่งรอบตัว และผู้ใกล้ชิด เมื่อคนรอบกายเป็นตัวอย่าง หลีกเลี่ยงไม่กินผักประเภทนั้นประเภทนี้ แล้วทำไมเด็ก ๆ อย่างหนูจะปฏิเสธตามไม่ได้ล่ะ รู้แบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน เด็ก ๆ จะได้ไม่มีข้อโต้แย้ง หลีกเลี่ยงการกินผักอีกต่อไป

ถูกบังคับมากเกินไป

          การกินอาหารน่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัวที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องดี ๆ ระหว่างกัน แต่หากมีสถานการณ์บีบบังคับ หรือมีเรื่องชวนให้ตึงเครียดเกิดขึ้น ความอร่อยและรอยยิ้มที่ควรจะมีบนโต๊ะอาหารก็จะเลือนหายไป กลายเป็นความรู้สึกอึดอัดและรู้สึกไม่ดีในทุก ๆ ครั้งเมื่อถึงเวลามื้ออาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเจอบังคับให้กินผักให้หมดเท่านั้นเท่านี้ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรใช้วิธีชักชวน ค่อย ๆ ตักผักให้ลูกกินทีละน้อย สร้างแรงจูงใจให้เขาตักกินแต่ไม่ใช่ติดสินบนด้วยขนม ของเล่น หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกต้องการ

ตามใจมากเกินไป

          บังคับมากไปก็ไม่ดี แต่หากตามใจปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นความเคยชินก็ไม่ดีอีกเช่นกัน บางทีสาเหตุของการตามใจ เมื่อลูกไม่กินผักก็อาจเป็นเพราะมีผู้ใหญ่ให้ท้าย เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาจึงจ้างพี่เลี้ยงให้คอยดูแล จึงเป็นไปได้ว่าเมื่อลูกไม่กิน พี่เลี้ยงก็ปล่อย ไม่บังคับผลเสียที่ลูกไม่ยอมกินผักจึงเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ สมาชิกในครอบครัวควรพูดคุย ทำความเข้าใจให้ตรงกัน กรณีที่มีพี่เลี้ยงดูแลก็ควรจ้างพี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้ อาจมีญาติผู้ใหญ่มาช่วยดูอีกที และคอยสอบถามทั้งพี่เลี้ยงและลูกของเราถึงเรื่องการดูแลและอาหารการกินในแต่ ละวัน

มีเยอะมากเกินไป

          ด้วยความหวังดีของคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าลูกอาจจะได้ประโยชน์จากวิตามินของผัก ไม่เพียงพอ เลยทำอาหารทุกมื้อ ทุกเมนูให้มีผักอยู่เต็มไปหมดจนคนกินรู้สึกเหมือนถูกบังคับกลาย ๆ ว่าต้องกินเข้าไปนะ จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะทำอะไรคุณพ่อคุณแม่ควรตั้งอยู่ที่ความพอดี แม้เมนูมื้อนี้ลูกอาจจะไม่ได้กินผักเข้าไป แต่ในระหว่างวันคุณพ่อคุณแม่อาจทดแทนสารอาหารเหล่านั้นด้วยผลไม้หรือของกิน ที่มีประโยชน์ต่าง ๆ แทนก็ได้

เขียวปี๋ไม่ชวนกิน

          บางทีก็รู้สึกได้ว่าเด็ก ๆ มักมีอาการต่อต้านแทบทุกครั้งเมื่อได้เห็นสีเขียว ๆ จากใบผักนานาชนิดถูกปรุงอยู่ในอาหาร ไม่รู้ล่ะว่ารสชาติ จะอร่อยหรือถูกปากหรือไม่ เพียงแค่เห็นสีเขียว ๆ ของผักทีไรก็พยายามเลี่ยงหรือเขี่ยออกไปไกลจานข้าวตัวเองทุกที หากเป็นเช่นนั้นคุณพ่อคุณแม่คงต้องเลือกผักประเภทอื่น ๆ ที่มีสีสันแตกต่างกันไปมาหมุนเวียนปรุงให้เด็ก ๆ ได้กินกันบ้างแล้วล่ะ ตัวเลือกมีมากมายทั้งข้าวโพดอ่อน กะหล่ำม่วง แครอท ฟักทอง ดอกกะหล่ำ มะเขือเทศ เป็นต้น นอกจากสีสันของอาหารจานนั้นจะดูน่ากินเพิ่มขึ้นแล้ว วิตามินและสารอาหารต่าง ๆ จากผักต่างชนิดก็จะหมุนเวียนเข้าไปบำรุง และเสริมสร้างร่างกายลูกรักให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

ไม่ถูกใจตั้งแต่แรกพบ

          ความประทับใจทั้งเรื่องรูป รส และกลิ่น ก็เป็นเหตุจูงใจให้เด็ก ๆ เบือนหน้าหนีจากผักต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นหัวหอม ต้นหอม หรือกระเทียนที่มีกลิ่นถุน รสขมจกผักใบเขียวต่าง ๆ หรือเคี้ยวผักบางอย่างที่แข็ง เหนียว หรือเละจนเกินไป เป็นต้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็อาจหลีกเลี่ยงผักที่มีกลิ่นฉุนและรสชาติ ขมไปก่อน เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นจึงค่อย ๆ ปรุงอาหารจากผักเหล่านั้นทีละน้อย ๆ จนลูกคุ้นชิน

มีประสบการณ์ฝังใจ

          บางครั้งเด็ก ๆ ก็มักมีประสบการณ์ไม่ดีกับผักที่กินเข้าไป เช่น มีอาการสำลัก ติดคอ อาเจียนแล้วมีผักที่กินเข้าไปออกมาให้เห็น เห็นหนอนหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ผัก ฯลฯ หลากหลายประสบการณ์เหล่านี้ บางทีคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องอาศัยความใกล้ชิดเฝ้าสังเกตและสอบถามข้อมูลจากเด็ก ๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงพฤติกรรมไม่ชอบกินผักของเขาและจะได้หาทางพูดคุยหรือ วิธีแก้ปัญหา

          อ่านจบมาถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่น่าจะมีคำตอบในใจกันบ้างแล้วล่ะว่าเพราะเหตุใด เด็ก ๆ จึงพยายามเลี่ยงที่จะกินผักเมื่อรู้สาเหตุแล้วก็ต้องหาทางแก้ ทุกอย่างไม่มีคำว่าสายเกินไปค่ะ

เรื่อง : แก้มกลม
แหล่งที่มา  Mother&Care, http://baby.kapook.com

Monday, September 1, 2014

ฝึกลูกกินง่าย อยู่ที่อาหารมื้อแรก




        ตื่นเต้นกันมั้ยคะ เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงเวลาที่เจ้าตัวเล็กจะต้องกินอาหารเสริมแล้ว แต่ก็คงมีความกังวลกันอยู่ไม่น้อยด้วยว่า จะให้ลูกกินอะไร กินอย่างไร กินแค่ไหนถึงจะดี อย่ามัวกังวลค่ะ เพราะถ้าเราเตรียมพร้อมดี การกินอาหารของลูกก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แล้วค่ะ

เตรียมพร้อมก่อนถึงเวลาอาหารเสริม มื้อแรก

         เด็กเล็กเมื่อถึงเวลากินอาหารเสริม ครั้งแรกอาจมีปฏิเสธบ้าง เนื่องจากไม่คุ้นชิน ประกอบกับการกินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับอาหารอื่นเลย เมื่อโตขึ้นถึงวัยที่จะต้องกินอาหารเสริม ลูกจึงปฏิเสธการกินได้ เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ

         ดังนั้น เมื่อลูกอายุ 3 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ควรนวดเหงือก ให้ลูกบ่อย ๆ เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักสัมผัสสิ่งที่แปลกใหม่ และถึงแม้องค์การอนามัยโลกจะบอกว่าเด็กทารกควรกินนมแม่เพียงอย่างเคียว แต่การให้ลูกได้สัมผัสน้ำอุ่นน้ำเย็นเล็กน้อย แตะสัมผัสที่เหงือกและนวดไปพร้อมกัน ก็ช่วยฝึกการรับสัมผัสในช่องปากของลูกได้ เมื่อถึงเวลาอาหาร ลูกก็จะยอมรับสิ่งแปลกใหม่ได้ง่ายขึ้น

         สิ่งสำคัญของอาหารมื้อแรกของลูก ไม่ใช่เรื่องที่ลูกกินได้มาก แต่เป็นการฝึกให้ลูกได้รับรส และมีลิ้นสัมผัสสิ่งที่แตกต่างไปจากนม เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรคาดหวังว่าลูกจะต้องกินให้ได้ในปริมาณมาก ๆ ให้ชิมเพียงแค่ 1-2 ช้อน ก็พอค่ะ

อาหารเสริมตามวัย กินอย่างไรจึงจะดี

         ในช่วงขวบปีแรก นมคืออาหารหลักของลูกรัก ฉะนั้น เมื่อเจ้าตัวเล็กสามารถชันคอได้ดี ประคองคอได้แข็งแรง และมีน้ำหนักตัวเป็น 2 เท่าของน้ำหนักตัวแรกเกิด คุณแม่ก็สามารถเริ่มอาหารเสริมให้ลูกได้แล้ว เพียงแค่อาหารของลูกจะต้องมีความเหมาะสมตามวัยของเขาค่ะ

        
วัย 4-6 เดือน อาหารของลูกควรจะมีเนื้อสัมผัสที่นิ่มเนื้อละเอียด เช่น กล้วยครูค หรือข้าวบด โดยให้เริ่มทีละอย่างก่อน เนื่องจากเด็กเล็กมีโอกาสแพ้อาหารได้ง่าย และหากเริ่มไปแล้ว สักระยะ ลูกไม่มีการแพ้ใดใด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเริ่มอาหารอย่างที่ 2 ให้ลูกได้

        
วัย 6-8 เดือน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับสัมผัสของอาหารและฝึกกล้ามเนื้อปาก คุณพ่อคุณแม่อาจหั่นอาหารให้มีรูปร่างต่างกัน ให้ลูกได้ฝึกกินบ้าง เช่น เส้นสปาเก็ตตี้กลม ๆ หั่นสั้น ๆ กล้วยหอมหั่นกลม ๆ หรืออาหารบางอย่างที่สามารถหั่นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ หรืออาจให้ลูกได้ฝึกกินอาหารที่มีความกรอบ ความเหนียว เพื่อให้ลูกได้ฝึกการเคี้ยว เช่น ข้าวตังหรือข้าวเหนียว เป็นต้น

         เพราะเด็กวัยนี้เริ่มมีฟันงอกขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งรู้สึกมีความสุขกับการกินเมื่อได้มีส่วนร่วมในอาหารมื้อนั้น ๆ ดังนั้นถ้าหากคุณแม่ให้ลูกลองจับ สัมผัส ดม เล่น หรือขยำอาหารบ้าง ก็จะช่วยให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขกับการกินอาหารมากขึ้น เพียงแต่ก่อนกิน อย่าลืมล้างมือของลูกให้สะอาดด้วยนะคะ

        
วัย 8-12 เดือน ช่วงนี้ลูกสามารถกินได้ 2-3 มื้อต่อวัน และอาหารที่จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อปากของลูกเป็นอย่างดีก็คือ อาหารจำพวกฟิงเกอร์ฟู้ดส์ เช่น แครอท ฟักทอง แตงกวาหั่น ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ เป็นต้น

        
วัย 12 เดือนขึ้นไป สามารถกินข้าวเป็นอาหารหลักได้แล้ว และลูกสามารถกินอาหารของผู้ใหญ่บางอย่างได้ด้วย แต่ต้องเน้นที่มีลักษณะนุ่ม ๆ รสไม่จัด เช่น ข้าวผัด ข้าวปั้น ต้มจืด แซนด์วิช แพนเค้ก หรือมะกะโรนี เป็นต้น

เคล็ดไม่ลับสำหรับเจ้าหนูกินยาก

         เมื่อลูกโตขึ้นพ่อแม่หลายคนมักบ่นว่าลูกกินยาก ทราบหรือไม่คะว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อคุณแม่ละเลยพัฒนาการช่วง วัย 0-1 ปี ของลูกไป โดยไม่ได้ฝึกตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ไขได้ดังนี้ค่ะ

         ฝึกให้ลูกรู้จักเคี้ยวอาหารทุกครั้ง เพราะคุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่ไม่ชอบฝึกให้ลูกเคี้ยวอาหาร และมักจะทำอาหรแบบเละ ๆ ให้ลูกกิน ทั้งที่ความจริงลูกสามารถเคี้ยวอาหารได้ตามวัยของเขา ดังนั้นเมื่อลูกนำอาหารเข้าปากคุณพ่อคุณแม่ต้องเคี้ยวให้ดูแล้วชวนให้ลูก เคี้ยวตามค่ะ

         ให้ลูกได้กินอาหารที่หลากหลาย คุณพ่อคุณแม่หลายคนชอบเน้นอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารทดแทนมื้อนม ซึ่งมักจะมีกลิ่นของความเป็นนมอยู่ อาจทำให้ลูกรู้สึกเบื่อหน่ายได้ จึงควรสลับเมนูอาหารของลูกบ้าง โดยต้องมีแป้ง ก๋วยเตี๋ยวเส้นนิ่ม ๆ ข้าว หรือขนมปัง อยู่ในจานประมาณ 2 ใน 4 ของอาหารที่ให้ลูกกิน ส่วนที่เหลือค่อยเป็นเนื้อสัตว์และผักผลไม้อีกอย่างละครึ่ง และเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษที่ตกค้างอยู่ในเนื้อปลา ภายใน 2 วัน ควรให้ลูกได้กินปลาสัก 1 มื้อ โดยสลับชนิดกัน เนื่องจากปลาแต่ละสายพันธุ์กินอาหารที่แตกต่างกันนั่นเอง

         ไม่คะยั้นคะยอ หรือบังคับลูกจนเกินไป เพราะท่าทีของคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด และไม่มีความสุขในการกิน การที่ลูกจะกินอาหารอร่อยคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกกินร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ และสร้างบรรยากาศการกินให้ลูกมีความสุขด้วย ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกใช้เวลาในการกินอาหารนานเกินไป หากเกิน 30 นาที ลูกไม่ยอมกินต่อ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเก็บจานชามได้เลยค่ะ

         ก่อนให้ลูกกิน ลองชิมอาหารลูกก่อน แม้จะไม่ได้ปรุงรสให้ลูก แต่ก่อนที่จะให้ลูกกินอาหารคุณพ่อคุณแม่ควรชิมอาหารที่ทำให้ลูกก่อนว่ารส ชาติเป็นอย่างไร อ่อนหรือแข็งเกินไปไหม กลิ่นของอาหารเป็นอย่างไร คาวหรือไม่ หากพบข้อบกพร่องมื้อต่อไปจะได้แก้ไขถูก

         เพราะอาหารมื้อแรกเป็นมื้อที่สำคัญ ลูกจะตอบรับหรือปฏิเสธ ก็ขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะช่วยฝึกพัฒนาการของลูกอย่างไร ถ้าเริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง และจะไม่มีเสียงบ่นว่าลูกกินยาก ภายหลังด้วยค่ะ

เรื่อง : เกื้อกูล เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารเวชด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต