Showing posts with label เด็กกับการขับถ่าย. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับการขับถ่าย. Show all posts

Sunday, June 8, 2014

“อึ” บอกสุขภาพเบบี้




          ระบบขับถ่ายของลูกเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากอุจจาระของลูกมีความผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่นำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ ฉะนั้น ทุกครั้งที่ลูกขับถ่าย คุณพ่อคุณแม่จะต้องสังเกตลักษณะอุจจาระและความถี่ไปพร้อม ๆ กัน

พัฒนาการการขับถ่าย

         
0-2 เดือน : ขับถ่ายเป็นน้ำ เพราะช่วงวัยนี้กินนมเป็นหลัก

         
3-4 เดือน : ถ่าย เป็นเนื้อมากขึ้น เพราะเริ่มกินอาหารเสริมลักษณะอุจจาระจะเป็นเนื้อนุ่มๆ และสามารถขับถ่ายได้สม่ำเสมอ เป็นเวลา ซึ่งในช่วงวัยนี้ลูกยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แต่เป็นไปด้วย กลไกในร่างกาย คือทุกครั้งที่มีอาหารลงกระเพราะ ประมาณ 20 นาที ลำไส้จะบิดตัวทำให้ขับถ่ายได้ ซึ่งอาการแบบนี้จะลดลงในช่วงอายุ 12-15 เดือน

         
1 ขวบ 3 เดือน : เริ่มควบคุมการขับถ่ายได้เริ่มรับรู้ถึงอาการปวดถ่าย ซึ่งลูกอาจยังบอกไม่ได้ แต่จะแสดงทางสีหน้า ท่าทาง เช่น ชี้ก้นตัวเองเวลารู้สึกปวด

          หลัง จากวัยนี้ พัฒนาการของลูกจะมีมากขึ้น จะรู้ว่าตัวเองปวดถ่ายแล้ว รู้สึกอั้นเป็น เพราะสามารถบังคับกล้ามเนื้อหูรูดตรงบริเวณทวารหนักได้ โดยพัฒนาการเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดประมาณ 2-3 ขวบขึ้นไป

          นอกจากคุณพ่อคุณแม่ต้องทราบถึงพัฒนาการการขับถ่ายของลูกแล้ว เรื่องการฝึกให้ลูกขับถ่ายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ

         
สังเกต พัฒนาการลูกตามช่วงวัยว่าลูกสามารถนั่งยอง ๆ ได้หรือยัง เพราะแรก ๆ ของการฝึกลูกต้องนั่งกระโถน ถ้าลูกนั่งได้ช้าการฝึกขับถ่ายก็จะช้าตามไปด้วย

         
คุณ พ่อคุณแม่อย่ารีบเร่งฝึก เพราะเรื่องพวกนี้ต้องให้ลูกมีความสุขด้วยค่ะ หากไปเร่งหรือบังคับ ลูกอาจต่อต้านและกลายเป็นติดนิสัยอั้นอุจจาระได้

         
เวลา ที่เหมาะสมที่ควรฝึกลูกขับถ่ายคือช่วงเวลาเย็น ๆ เพราะเป็นช่วงไม่รีบเร่ง ลูกจะได้มีเวลาเบ่งถ่ายเต็มที่ ทั้งยังช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับการขับถ่ายด้วย

         
เวลา ฝึกควรให้ลูกนั่งในพื้นที่ที่มั่นคง เช่น นั่งกระโถนที่เท้าวางถึงพื้น แต่ถ้านั่งบนชักโครกก็ควรจะหาเก้าอี้มารอง ให้ลูกรู้สึกว่าเท้าเหยียบถึงพื้น เพราะถ้าต้องนั่งเท้าลอยลู กอาจจะรู้สึกกลัวได้ ที่สำคัญการมีเก้าอี้ให้ลูกรองเท้าตอนนั่งถ่าย ยังเป็นการเพิ่มแรงเหวี่ยงทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้นด้วย

         
ไม่ ควรให้ลูกนั่งถ่ายทันที เพราะหากจับถอดกางเกงแล้วให้นั่งเลย ลูกอาจรู้สึกเย็นก้นได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกตกใจจนปฏิเสธ ฉะนั้นควรค่อย ๆ ถอดให้หลุดทีละชิ้นให้ลูกชินก่อนแล้วค่อยนั่ง

         
ให้คำชมเชย เมื่อลูกถ่ายได้และพยายามอย่าตำหนิลูก ไม่เช่นนั้น ลูกอาจต่อต้านได้

         
หาก ลูกไม่ยอมถ่าย หรืองอแงทุกครั้งที่จะถ่าย ให้ดูรอบก้นลูกว่ามีแผลหรือไม่ เพราะถ้าหากมีแผล ลูกอาจรู้สึกเจ็บเลยไม่อยากถ่าย ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

         
ควรฝึกลูกให้ขับถ่ายไม่เกินอายุ 4 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่สร้างนิสัยการขับถ่ายกับลูกได้ดีที่สุด

4 สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

         
1. สี สีที่เป็นอันตรายที่สุดคือสีซีดเหมือนสีขี้เถ้า เพราะอาจบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงทางระบบลำไส้ได้

         
2. ความถี่ หากลูกถ่ายมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน แสดงว่าอาจมีอาการท้องเสีย ต้องรีบพาไปพบแพทย์

         
3. ลักษณะอุจจาระ หาก ถ่ายเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือเป็นเม็ด ๆ แสดงว่าท้องผูก แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำสีดำ ๆ ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจมีการติดเชื้อเกิดขึ้น

         
4. อาการอื่น ๆ หากลูกมีอาการปวดท้อง ท้องอืด คันก้น หรือสังเกตเห็นพยาธิ ให้รีบพาไปพบแพทย์เช่นกัน

แหล่งที่มา  รักลูก, http://women.kapook.com/view20918.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, March 18, 2014

ฝึกเจ้าหนูนั่งกระโถน




         การฝึกนั่งกระโถนเป็นการเรียนรู้ของเจ้าหนูอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่จะปีนป่าย หัดเดิน พูดคุย เพราะเป็นความสามารถที่เด็กจะพัฒนาไปทีละขั้น แต่ก่อนที่จะฝึกให้ลูกน้อยใช้กระโถนนั้น คุณแม่ต้องสังเกตดูก่อน ว่าลูกมีท่าทีเปิดใจรับหรือยัง การไปบังคับขืนใจให้ลูกใช้กระโถน จะทำให้เด็กต่อต้าน และยิ่งทำให้การฝึกฝนยืดเยื้อออกไปอีกค่ะ เทคนิคที่จะให้หัดเจ้าหนูนั่งกระโถน เพื่อฝึกขับถ่ายนั้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากแน่ๆ ลองมาดูสิว่ามีเทคนิคไหนบ้าง ที่คุณแม่จะหัดให้ลูกรักนั่งกระโถนได้

  • คุณแม่ลองวางกระโถนไว้ในห้องน้ำ และบอกให้หนูรู้ว่ากระโถนนี้มีไว้เพื่อทำอะไร ถ้าหากมีลูกที่โตกว่าและกำลังใช้กระโถนนี้ก็จะเป็นตัวอย่างและเป็นประโยชน์ ในการฝึกของลูกได้มากเลยค่ะ
  • ถ้าลูกถ่ายอุจจาระเป็นเวลาในแต่ละวัน คุณแม่อาจจะถอดผ้าอ้อมลูกออก แล้วแนะนำให้ลูกลองไปถ่ายในกระโถนดูบ้าง ถ้าลูกทำท่าไม่ชอบใจ หรือหงุดหงิดที่จะถ่ายในกระโถน ก็ให้ใส่ผ้าอ้อมตามเดิม และลองพยายามใหม่ในครั้งหน้าค่ะ
  • สอนให้ลูกรู้ว่าการปัสสาวะ หรืออุจจาระนั้นคืออะไร คุณแม่ควรบอกเขาว่าเวลาที่ผู้ใหญ่ หรือเด็กที่โตแล้วเกิดอยากปัสสาวะหรืออุจจาระขึ้นมา เขาทำอย่างไรกัน
  • คุณแม่อาจเริ่มสอนให้หนูคุ้นเคยกับกระโถน โดยการจับเขานั่งกระโถนแล้วประคองไว้อย่างนั้น จนถ่ายอุจจาระออกมาเรียบร้อยแล้ว ให้ทำอย่างนี้ไปสักประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า เมื่อเขากินนมไปประมาณ 10-15 นาที เขาต้องถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ
  • ระหว่างนั่งกระโถน คุณแม่อาจจะพูดว่า ฉี่..ฉี่... หรือ อึ..อึ... ตามไปด้วย เมื่อหนูเสร็จกิจ ก็ชมเชยหนูสักหน่อย ว่าลูกเก่งจังเลยนะจ๊ะ ก็จะเป็นการสร้างความภูมิใจให้กับลูกค่ะ
  • ถ้าคุณแม่สังเกตเห็นเจ้าหนูหน้าเบ้หรือหยุด เล่นชั่วคราวที่แสดงให้เห็นว่าเขาอยากจะถ่ายแล้ว คุณแม่ควรถามลูกตรงๆ ว่าตอนนี้หนูปวดฉี่หรือเปล่าจ๊ะ ลูกก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า เมื่อเขาอยากถ่าย จะต้องบอกก่อนทุกครั้ง

        แม้ว่าการฝึกให้เจ้าหนูนั่งกระโถนนั้น คุณแม่จะต้องอาศัยความอดทนอย่างสูงก็ตาม แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ควรใส่อารมณ์ วิจารณ์ ต่อว่า ประชดประชัน หรือลงโทษลูกเวลาที่ลูกถ่ายโดยไม่บอกก่อนอย่างเด็ดขาด เจ้าตัวเล็กพยายามแล้ว แต่ในวัยนี้ลูกยังไม่สามารถอั้นได้เท่าผู้ใหญ่ค่ะ และที่สำคัญต้องไม่ลืมให้คำชมเวลาที่ลูกทำได้ เพราะการขับถ่ายของเจ้าหนูนั้นต้องอาศัยทักษะหลายด้านประกอบกัน ทั้งการรับรู้ร่างกาย สมาธิ การประสานการทำงานด้านต่างๆ การควบคุมกล้ามเนื้อ และการรู้จังหวะที่เหมาะสมค่ะ

แหล่งที่มา  http://www.enfababy.com
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

Monday, June 4, 2012

เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนั่งกระโถน


เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่ยอมนั่งกระโถน (Mother & Care )

          การขับถ่ายเป็นอีกเรื่องสำคัญที่มีผลต่อพัฒนาการของเจ้าตัวเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเด็กเล็กกันมาก นัยว่าเพื่อความสะดวก จนกระทั่งถึงวัยที่เจ้าตัวเล็กน่าจะต้องบอกลาผ้าอ้อมได้แล้ว ลูกกลับไม่ยอมฝึกขับถ่ายไม่ยอมนั่งกระโถนจนคุณแม่หนักใจ ขอบอกว่าปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องอาศัยความใจเย็นของคุณแม่และความสมัครใจของเจ้าจอมซน

           สาเหตุที่ลูกไม่ยอมนั่งกระโถน

           - ตอบสนองไม่เหมาะสม เด็กพัฒนาการปกติจะสามารถบอกขับถ่ายได้เมื่ออายุไม่เกิน 3 ขวบ เมื่อเขารู้สึกมวนปวดท้อง ก็จะแสดงอาการ สีหน้า ท่าทางออกมา หากผู้ใหญ่ตอบสนองได้ถูกต้อง ชวนถอดกางเกง พาไปอึ พูดกับลูกว่าหนูกำลังอึ หนูกำลังไปฉี่อยู่ ทำได้แล้วชมว่าเก่งมากเลย ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่หากผู้ใหญ่ตอบสนองไม่ทัน หรือตอบสนองผิด เช่น ปวดอึ ฉี่ แต่คุณแม่ไม่ว่าง พอลูกอึไปแล้ว คุณมาเห็นจึงถูกดุ การตำหนิโดยไม่ได้ตั้งใจของคุณแม่ทำให้ลูกรู้สึกแย่ ครั้งหน้าลูกจึงกลั้น และไม่ยอมบอกแล้ว

          - ฝึกเมื่อลูกไม่พร้อม การถูกบังคับฝึกตั้งแต่ยังไม่พร้อม เพราะพ่อแม่รู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว โดยยืดตามตารางพัฒนาการ 1 ขวบ 6 เดือนจับฝึกเลย แต่ลูกยังไม่อยากฝึกเพราะไม่พร้อม ก็บังคับให้ลูกนั่งกระโถน ห้ามลุกต้องอึก่อน ลูกจึงไม่เข้าใจว่าทำไมถูกบังคับและรู้สึกแย่ จึงไม่นั่งอึเลย พอปวดก็ไปอึข้างนอก พอคุณแม่เห็นก็ถูกดุ และบังคับฝึกใหม่ ลูกจึงกลัวการอึในกระโถนไปเลย

          ลูกพร้อมฝึกขับถ่ายสังเกตได้จาก

          - ระยะห่างระหว่างการขับถ่ายแต่ละครั้งนานขึ้น อวัยวะที่เกี่ยวกับการขับถ่าย เช่นลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะของเด็กๆ มีขนาดเล็กตามวัย ดังนั้น ความสามารถในการกักเก็บฉี่และอึไว้ในร่างกายจึงทำได้น้อย ทำให้ขับถ่ายบ่อยๆ เมื่อเริ่มโตขึ้น อวัยวะในการเหล่านี้มีความจุมากขึ้น รวมทั้งกล้ามเนื้อหูรูดมีความแข็งแรง ลูกจึงฉี่ได้น้อยครั้ง แต่นานและมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งความพร้อมนี้จะเริ่มแสดงออกในช่วงอายุ 1 ขวบ 6 เดือนขึ้นไป

          - กล้ามเนื้อ การทรงตัว และพัฒนาการทางภาษา กล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของลูกควรมีความพร้อมในระดับหนึ่ง สามารถนั่งได้ไม่ล้ม เดินวิ่งคล่องแคล่ว ซึ่งก่อนวัย 1 ขวบ การทรงตัวของลูกยังทำได้ไม่ดีนักหากจับฝึกขับถ่ายนั่งกระโถน อาจมีการโอนเอนพลัดตกลงมาได้ จึงไม่แนะนำให้ฝึกก่อนวัย 1 ขวบ นอกจากนี้ดูว่าพัฒนาการทางภาษาของลูกพร้อมหรือไม่ สามารถเข้าใจคำพูดของแม่ “ไปห้องน้ำ” “ไปอึกันนะ” “ถอดกางเกงฉี่นะ”

          - อาการที่สังเกตได้ และความสมัครใจฝึก เมื่อปวดมวนท้อง ลูกมีอาการผิดปกติอย่างไรให้คุณแม่พอจะจับสัญญาณได้หรือไม่ เช่น เด็กบางคนปวดอึ จะดูนิ่งๆ ทำหน้าตาผิดปกติ ดูกำลังเบ่ง หรือกำลังพยายามทำอะไรอยู่บางคนพูดคำว่า อึ๊อึ๊ เป็นสัญญาณที่บอกว่า หนูปวดท้องแล้ว และมีพฤติกรรมยินยอมสมัครใจในการฝึกอึ สามารถนั่งเล่นได้นานๆ อย่างน้อย 5 นาที เพราะการฝึกอึ ต้องใช้เวลาเช่นกัน

          - ข้างต้นเป็นหลักสังเกตคร่าวๆ ให้คุณแม่ทราบว่าร่างกายลูกพร้อมฝึกแล้ว ซึ่งความพร้อมในเด็กแต่ละคนช้าเร็วต่างกัน บางคนตั้งแต่ 1 ขวบ 6 เดือน แต่ส่วนมากจะพบเมื่อ 2 ขวบขึ้นไป เพราะวัยนี้เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกชักชวนให้ทำอะไร หากเขาปฏิเสธก็ไม่ควรฝืน สามารถรอไปจนถึงอายุ 3 ขวบได้

          ฝึกนั่งกระโถน หรือชักโครกดี

          กระโถนสำหรับเด็กมีข้อดี คือลูกนั่งแล้วเท้าเหยียบถึงพื้น จึงรู้สึกมั่นคง ส่วนชักโครกผู้ใหญ่ แม้จะมีการสวมฝาครอบสำหรับเด็กทับไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อนั่งแล้วขาลูกจะแตะไม่ถึงพื้น นอกจากนี้เสียงกดน้ำที่ดัง และมีน้ำหมุนวนหายลงไปในชักโครก ทำให้ลูกกลัวตก หากลูกไม่มีปัญหาเรื่องฝึกขับถ่ายมาก่อน แนะนำให้ฝึกที่ชักโครกผู้ใหญ่เลย เพราะถ้าลูกให้ความร่วมมือได้ดี คุณแม่จะไม่ต้องกลับมาฝึกเพื่อเปลี่ยนจากกระโถนเป็นชักโครกอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าหากเคยมีปัญหาใดๆ เรื่องการฝึกขับถ่ายมาแล้ว การเริ่มฝึกจากนั่งกระโถนก่อน จะทำง่ายกว่า

          วิธีการฝึก

          - เน้นความสม่ำเสมอ การฝึกควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น หลังกินอาหารเช้า ลูกจะปวดท้องอึเพราะลำไส้ถูกกระตุ้น หากลูกแสดงสีหน้าให้เห็นแล้ว ลองชวนไปเข้าห้องน้ำ หากเขายินยอมและมีสัญญาณความพร้อมมาตั้งแต่ต้นก็ไม่มีปัญหา แต่หากเขาปฏิเสธ คุณแม่ก็ต้องใจเย็นไม่บังคับ ไว้ฝึกกันใหม่ โดยพยายามชวนเขาอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

          - สร้างความคุ้นเคยกับกระโถน เลือกลายการ์ตูนที่ลูกชอบ ตั้งชื่อกระตุ้นให้เขาอยากนั่ง เช่น กระโถนม้าน้อยกระโถนหมีน้อย ใช้สีสันหรือสร้างความรู้สึกผูกพัน ชวนให้เขาเข้ามานั่งกระโถนง่ายขึ้น เช่น ถ้าเขาเล่นของเล่นอยู่ก็เอากระโถนเป็ดมาให้เขาเล่นด้วย พูดถึงบ่อยๆ กระโถนเป็ดอยากเล่นกับหนู หากลูกไปยืนอึ ก็ให้กระโถนเป็ดไปยืนดูด้วย บอกว่ากระโถนเป็ดอยากให้หนูมานั่งด้วยนะ เขาจะรู้สึกสนิทกับกระโถนเป็ดมากขึ้น พอเขาสามารถอึในกระโถนเป็ดได้ ค่อยขยับกระโถนให้เข้าไปใกล้ห้องน้ำมากขึ้นทีละนิดๆ จนกระทั่งย้ายเข้าไปอยู่ในห้องน้ำได้เน้นว่าควรฝึกด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย ไม่เครียด

          - ให้ของเล่นเป็นเพียงตัวช่วยในขณะฝึกอึ คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกเรื่องการอึไปด้วย ถามว่าอึออกหรือยัง ส่งเสียงอึ๊ๆ ตาม และหากลูกมีความพร้อมพอ เขาจะให้ความร่วมมือ เบ่งอึตามเสียงคุณแม่ และระหว่างที่รอ อาจเล่นของเล่นไปด้วยก็ได้ แต่ไม่ทิ้งเรื่องอึ คุณแม่บางท่านใช้วิธีหลอกล่อลูกให้มานั่งเล่นของเล่นเพลินๆ ที่กระโถนที่เผื่อจะอึออกนั้นไม่แนะนำ เพราะวิธีนี้ลูกไม่รู้ว่าเขาอึ หากคุณแม่ไม่สามารถพูดชักชวนเขามานั่งอย่างตรงไปตรงมาได้ แปลว่าลูกยังไม่พร้อม ให้งดการฝึกไปก่อน

          - ตัวอย่างน่าเลียนแบบ ช่วงวัยนี้เด็กชอบเลียนแบบ ดังนั้น หากมีพี่น้องญาติ ทำให้ลูกเห็นว่าคนอื่นเขาอึอย่างไร ตั้งแต่ถอดกางเกง นั่งอึ กดน้ำอึหายไปจากชักโครก ให้ลูกได้เห็นทุกขั้นตอน ลูกจะอยากเลียนแบบพฤติกรรมของพี่ อยากเป็นผู้ใหญ่ หรือถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เขินก็ทำให้เขาดูก็ได้ เป็นตัวอย่างให้เด็กเห็น หรือตัวอย่างที่ง่ายที่สุด คือ หนังสือนิทานภาพเกี่ยวกับการอึ ถอดกางเกง ขั้นตอนการอึ เพื่อต้องการทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย ให้เห็นว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร และอยากเลียนแบบ

          - ถ้าลูกติดกางเกง สำหรับเด็กที่เคยชินกับการอึใส่ผ้าอ้อมมาตั้งแต่เล็กๆ ถ้าถอดกางเกงแล้วจะรู้สึกโล่ง อึไม่ออก ก็อย่าฝืนบังคับให้เขาถอด ค่อยๆ โน้มน้าวทีละน้อย ถ้าเขาติดอึในผ้าอ้อมหรือกางเกงก็ตามใจก่อน แล้วค่อยเสริมด้วยการชวนนั่งทับกระโถนทั้งกางเกง อึเสร็จก็เอาห่ออึนั้นทิ้งลงไปในกระโถนให้ลูกดูว่าอึควรลงไปอยู่ในกระโถน สร้างความคุ้นเคย

          ลูกท้องผูก

          อาจมีสาเหตุ 2 ประการ

          สาเหตุแรกมาจากภาวะทางด้านจิตใจ เพราะลูกกลัวการขับถ่ายจากกระโถน เมื่อไม่อยากนั่งกระโถนจึงกลั้นไว้ พอข้ามวันไปจึงทำให้อึแข็งขับถ่ายยากมากขึ้น พอถึงเวลาต้องขับถ่ายออกมาแล้ว จึงเจ็บกันทำให้กลัวการอึมากขึ้น ไม่ยอมบอก ไม่ยอมอึจนเป็นปัญหาท้องผูกเรื้อรัง วิธีแก้ไขในกรณีนี้แนะนำว่าทำให้ลูกรู้สึกสบายเวลาขับถ่ายมากที่สุดก่อน ให้กินยาระบายสำหรับเด็ก เพื่อลูกอึแล้วรู้สึกสบาย การอึไม่น่ากลัวหรือทรมานอย่างที่ลูกคิด กรณีนี้ยังไม่ต้องฝึกในกระโถนหรือชักโครก อึอย่างไรก็ได้แค่ให้ลูกรู้สึกดีก่อน จะได้ไม่อั้น เมื่อแก้ปัญหานี้ได้แล้วจึงค่อยมาเข้ากระบวนการฝึกใหม่เมื่อลูกมีสัญญาณความ พร้อม

          ท้องผูกในเด็กอีกสาเหตุหนึ่ง มาจากร่างกาย คือระบบลำไส้ของเด็กมีกากอาหารน้อย รับประทานอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ท้องผูกได้ ปัญหานี้แก้ได้ง่ายด้วยวิธีเสริมอาหารที่มีเส้นใยสูง รับประทานผักหรือผลไม้ให้มากขึ้น


แหล่งข้อมูลที่มา  กระปุกดอทคอม / Mother & Care

Sunday, May 13, 2012

เทคนิคช่วยลูกอึง่ายสไตล์คุณแม่ (อายุ 0 - 1 ปี)


อันที่จริงแล้วปัญหาลูกไม่ยอมถ่ายหรือท้องผูก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและไม่ใช่เรื่องน่าห่วงนัก เพราะรักษาได้โดยการปรับเปลี่ยนนมหรืออาหารให้เหมาะสม นอกจากเด็กที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ระบบลำไส้ อาจต้องปรึกษาแพทย์เป็นกรณีพิเศษ ที่สำคัญ ความเข้าใจอย่างหนึ่งซึ่งไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่นัก คือคุณแม่มักคิดว่าลูกน้อยต้องถ่ายทุกวันจึงจะปกติ แต่ที่จริงเด็กที่ไม่ได้ถ่ายทุกวัน ไม่ได้แปลว่าผิดปกติ เพียงแต่ปล่อยไว้นาน อาจหาทางแก้ลำบากมากขึ้น

สาเหตุต่างๆ ที่เด็กไม่ถ่าย

บางครั้งการเปลี่ยนจากนมแม่ เป็นนมผสม ก็มีส่วนทำให้ระบบขับถ่ายของลูกเปลี่ยนไปได้ค่ะ อย่างเด็กที่เคยทานนมแม่มาตลอด แล้วมาเปลี่ยนเป็นนมผสมทันที โดยไม่ค่อยเป็นค่อยไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่านมแม่เป็นน้ำนมที่มาจากธรรมชาติ แต่นมผสมเป็นการดัดแปลงจากธรรมชาติ อัตราส่วนของคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในนมผสมจึงสูงกว่านมแม่ ซึ่งส่งผลให้ลูกท้องผูกนั่นเอง

แม้ กระทั่งการได้รับอาหารเสริมบางอย่าง อาจไม่เหมาะกับลูกน้อย ก็ทำให้ท้องผูกได้ การให้อาหารเสริมแก่ลูก จึงควรให้ทีละน้อย และเน้นอาหารเสริมที่มีกากใยมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องสังเกตด้วยว่าช่วงที่เขาทานอาหารเสริมนั้นๆ ระบบขับถ่ายของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ทำอย่างไรให้ลูกถ่ายง่ายๆ
วิธีการแก้ไข ควรแก้ที่สาเหตุ หากสาเหตุเกิดจากนมผสมที่ดื่มประจำ ก็ลองเปลี่ยนเป็นยี่ห้ออื่นดูบ้างค่ะ เพราะบางยี่ห้อก็ทำให้ท้องผูกได้ ซึ่งอาจปรึกษาแพทย์ หรือตามอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็มีอยู่หลายบอร์ดที่ให้คำแนะนำปรึกษาโดยกลุ่มคุณแม่ผู้มีประสบการณ์

ต่อมาคือ
ควร งดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างขนมปัง เนย และหันมาเพิ่มอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น น้ำส้มปั่น แครอท มะละกอสุก มะขาม และพยายามผสมผักบดกับข้าวและอาหารทุกมื้อ
มีคุณแม่ท่านหนึ่งแนะนำสูตรว่า ลอง ให้ลูกดื่มน้ำลูกพรุนก็ช่วยได้ดี เพราะในน้ำลูกพรุนมีกากใยเยอะ ช่วยให้อุจจาระนิ่มและอยากถ่าย สำหรับเด็กบางคนที่ทานยา คุณแม่ท่านนี้ก็แนะนำวิธีแก้ปัญหาด้วยการผสมกับน้ำผลไม้หรือนม หรืออาจให้ลูกดื่มนมเปรี้ยวร่วมด้วย เพราะนมเปรี้ยวมีเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัส ช่วยในการย่อยอาหาร ก็จะช่วยให้ลูกทานง่ายขึ้น

นอกจากนี้การ ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำก็ช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น เพราะในน้ำผึ้งมีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำไว้ในลำไส้ ทำให้อุจจาระเหลว แต่ถ้าลูกท้องเสียต้องหยุดทันที

ทารกบางคนอาจจะถ่ายทุกวัน แต่ยังถ่ายแข็งอยู่ นั่นเป็นเพราะว่าขับถ่ายออกมาไม่หมด ของเก่าที่เหลือค้างอยู่ก็ถูกดูดซึม ทำให้อุจจาระแข็ง ถ่ายยาก กรณีนี้
คุณแม่สามารถใช้ยาระบายชนิดเหน็บทวารได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อย เดี๋ยวจะทำให้ติดและไม่สามารถถ่ายได้เองค่ะ

แหล่งที่มา   สนุกดอทคอม

Friday, May 11, 2012

ข้อแนะนำในการฝึกขับถ่ายให้ลูกรัก


     การสอนให้ลูกรู้จักการควบคุมการขับถ่าย และสามารถใช้ห้องน้ำ และสุขภัณฑ์ ในการทำธุระสำคัญนี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ต้องการเวลา และความเข้าใจ รวมถึงความอดทน ในการที่จะตะล่อมให้หนูน้อย ยอมนั่งขับถ่ายอย่างเป็นที่เป็นทาง อย่างที่ควรจะเป็น

     คุณพ่อคุณแม่จะพอสังเกตได้ว่า ลูกมีความพร้อมที่จะเริ่มทำการฝึกขับถ่ายได้ โดยสังเกตจาก ความพร้อมทางด้านร่างกาย และจิตใจของลูก


     โดยทั่วไป เด็กเล็กกว่าหนึ่งขวบ จะยังไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ และจะเริ่มแสดงว่าตนเอง เริ่มมีความพร้อม เมื่ออายุประมาณ ขวบครึ่งถึงสองขวบ แต่เด็กบางคนก็ยังต้องการเวลานานกว่านั้น การที่จะดูว่า ลูกเริ่มพร้อมที่จะทำ การฝึกการขับถ่ายได้ให้ดูว่า

  • 1. เด็กสามารถคงความ “แห้ง”(ไม่มีปัสสาวะ) ได้อย่างน้อยสองชั่วโมง ในเวลากลางวัน หรือสามารถหลับไป และตื่นขึ้นมา โดยยังคงความ”แห้ง”อยู่
  • 2. เริ่มมีการขับถ่ายอุจจาระ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในแต่ละวัน และสามารถคาดการณ์ได้
  • 3. เด็กเริ่มจะมีการทำสีหน้า หรือท่าทาง หรือแม้แต่คำพูด ที่จะสื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้ได้ ว่าเขากำลังจะต้องทำ “ธุระ” แล้ว
  • 4. เด็กพอช่วยตัวเองได้ โดยการเดินไปที่ห้องน้ำ หรือสามารถช่วยถอดกางเกง ของตนเองออกได้
  • 5. เด็กเริ่มแสดงให้รู้ว่า เขาไม่ชอบที่จะทำเลอะเทอะในกางเกง (ผ้าอ้อม) ที่ใส่อยู่ และอยากให้มีคนช่วยเปลี่ยนให้

   
    
นอกจากนี้ให้ดูอารมณ์ และปฎิกริยาของเด็กด้วย ถ้าเด็กมีอาการที่แสดงว่า กลัวหรือขัดขืน โดยไม่ได้มีความสนใจเต็มใจที่จะนั่งทำ”ธุระ” ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และอย่าได้ไปบังคับ หรือต่อว่าเด็ก ด้วยความโมโห ที่เด็กไม่ยอมร่วมมือทำตาม ทางที่ดีเราควรจะผ่อนปรน และให้เวลาแก่เด็ก ในการปรับตัว และค่อยเริ่มการฝึกใหม่ ในภายหลังเมื่อเด็กพร้อม

     ก่อนที่จะเริ่มการฝึก คุณพ่อคุณแม่ควรจะเตรียมคำศัพท์ ในการเรียกส่วนต่างๆของร่างกาย ที่จะใช้ในการขับถ่าย รวมไปถึงอุจจาระ และปัสสาวะ ในเชิงที่เด็กจะใช้สื่อความหมายกับเราได้ และไม่เป็นคำที่ฟังดูหยาบ หรือน่าเกลียด เพราะเด็กจะต้องใช้คำเหล่านี้ กับเพื่อนๆ หรือคุณครู ฯลฯ ไม่เช่นนั้น คำพูดเหล่านี้อาจทำให้เด็กรู้สึกอับอาย หรือขยะแขยงได้

      ในกรณีที่เกิด “อุบัติเหตุ” ทำเลอะขึ้นมา ควรทำให้การไปขับถ่ายทำ “ธุระ” ที่ห้องน้ำนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นธรรมชาติ ที่ใครๆก็ทำกัน เด็กบางคนอาจจะตื่นเต้น อยากเล่นอุจจาระ หรือปัสสาวะที่ตนเองเพิ่งขับถ่ายออกมา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขา ซึ่งเราสามารถบอกเด็ก โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกผิด โดยบอกเขาอย่างเรียบๆได้ว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ของที่จะเป็นของเล่น

     ในบางครั้ง เด็กอาจเข้าใจว่า อุจจาระที่ออกมานั้นเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา และจะเกิดความกลัว เมื่อเห็นว่ามีการกดชักโครก และก้อนอุจจาระนั้นหายลงท่อไป คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้โอกาสเด็กได้ลองกดชักโครกดู โดยใช้กระดาษชำระเป็นตัวอย่างและอธิบายง่ายๆให้เด็กเข้าใจ เพื่อให้เด็กเลิกกลัว และเกิดความสบายใจ

     การเลือกกระโถน หรือภาชนะที่ใช้นั่งในการขับถ่ายที่เหมาะสม กับเด็ก ก็มีส่วนสำคัญ เพราะจะทำให้เด็กร่วมมือได้ง่ายขึ้น การที่เด็กได้มีโอกาสดูคุณพ่อคุณแม่ (แล้วแต่ว่าจะเป็นเด็กชาย หรือหญิง) ในการทำ “ธุระ” ในห้องน้ำบ้าง ก็จะทำให้เด็กเข้าใจ ในกิจกรรมเหล่านี้ได้ดีขึ้น ถ้ายิ่งมีเด็กคนอื่น หรือพี่ที่จะช่วยเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ก็จะยิ่งง่าย

     การสอนเรื่องการทำความสะอาดตนเอง หลังจากเสร็จ”ธุระ” ก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง ที่ควรจะทำความสะอาด จากทางด้านหน้า (ที่ปัสสาวะ) ไปทางด้านหลัง (ทวารหนัก) และเด็กควรล้างมือให้สะอาด เมื่อเสร็จการทำภาระกิจนี้แล้ว

     คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยสอนเด็กให้รู้จักสัญญานเตือนในร่างกายเด็ก ที่จะทำให้มีการขับถ่าย และช่วยให้เด็กบอกเรา เมื่อมีความรู้สึกนั้นขึ้น เพื่อที่จะได้พากันไปเข้าห้องน้ำ ทำ ”ธุระ” แต่ในช่วงแรกๆ เด็กมักจะบอกเราไม่ทัน และมักจะทำเลอะไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะดุเด็ก แต่ควรจะใจเย็น และบอกว่าคราวหน้าให้บอก ก่อนที่จะทำเลอะ คุณอาจช่วยเด็กได้ โดยคอยสังเกตท่าทางของเด็กว่า จะมีอาการปวดปัสสาวะ หรืออยากถ่ายอุจจาระ หรือไม่ ซึ่งถ้าเห็นดังนั้น ควรที่จะชักชวนเด็ก ให้ไปนั่งเล่นที่กระโถนในห้องน้ำ ที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว และให้เวลาแก่เด็ก ในการทำกิจกรรมอันสำคัญนั้นอย่างสบายๆไม่เร่งหรือคาดคั้นให้เด็กต้องทำให้ ได้ อย่างที่เราต้องการ

    โดยทั่วไป เด็กจะสามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระได้ดี ก่อนที่จะเริ่มควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้ ในอีกหลายเดือนต่อมา และในเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ มักจะนั่งปัสสาวะได้ ก่อนที่จะเริ่มรู้ว่าการยืนปัสสาวะได้นั้น เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของผู้ชายเท่านั้น และขอให้เข้าใจว่า เด็กแต่ละคนจะมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่จะเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน แม้กระทั่งในเด็กแฝด

     คุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าใจในการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนด้วยว่ามีความแตกต่างกัน ได้ เด็กส่วนใหญ่จะสามารถควบคุม การขับถ่ายอุจจาระ และจะไม่ปัสสาวะเลอะ ในเวลากลางวันได้ ในช่วงอายุ 3-4 ปี และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหรือเกือบปี ที่จะไม่ปัสสาวะรดที่นอน ในตอนกลางคืน ในช่วงอายุประมาณ 5 ขวบขึ้นไป ช่วงเวลาขับถ่าย ก็อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับอาหารที่ทานด้วย ถ้าทานอาหารที่มีกากใย และสมดุลดี ก็จะทำให้การขับถ่ายนั้นง่ายขึ้น บางคนอาจถ่ายทุกวัน ขณะที่บางคนอาจจะเป็นสองสามวันครั้ง ไม่ควรใช้การสวน หรือการเหน็บยาหรือใช้ยาระบายเองอย่างพร่ำเพรื่อ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

     กล่าวโดยสรุป คุณพ่อคุณแม่ควรมีความเข้าใจ และใจเย็น ที่จะค่อยๆ ฝึกลูกในการขับถ่าย โดยทำให้เหมาะสมตามวัย และความพร้อมของเด็ก ไม่บังคับจนเด็กเกิดความเครียด หรือกลัว ซึ่งอาจมีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อไปในภายหลัง ขอให้โชคดี และประสบความสำเร็จ ในการฝึกลูกในเรื่องนี้ อย่างมีความสุขกันทุกคน

 
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
แหล่งที่มา  คลินิคเด็กดอทคอม