Showing posts with label เด็กกับการนอน. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับการนอน. Show all posts

Tuesday, September 2, 2014

เมื่อลูกนอนแปลกที่ ร้องอาละวาดกลางดึก




        ไม่เชื่อ...อย่าลบหลู่ !! คำ ๆ นี้ยังใช้ได้ในบรรยากาศแบบไทย ๆ หลายครอบครัวคงเคยเจอ พาลูกไปเที่ยวนอนค้างคืนต่างจังหวัด อยู่ ๆ กลางดึกลุกมานั่งบนเตียง ร้องแงลั่น อุ้มปลอบกอดแค่ไหนก็ไม่หยุด ชี้โน่นนี่ไปทั่ว เอ๊ะ ก่อนนอน ได้ไหว้เจ้าที่หรือไม่ บางครอบครัวพ่อแม่ต้องลุกมานั่งเถียงยาวกันอีก

          เรื่องนี้มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ เหตุผลหลัก ๆ เพราะหนูน้อยนอนแปลกที่นั่นเอง จากที่คุ้นเคยกับเตียงนอนเดิม ห้องนอนเดิม แสงสว่างรอบ ๆ ตั้งแต่เกิด พอมานอนแปลกที่ ก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย ครั้นพอลืมตาขึ้นมาเจอแสงไฟ แสงสว่างที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่บรรยากาศในห้องนอนเดิม ก็มีร้องลั่นบ้างเป็นธรรมดา แต่ปัญหาคือ กว่าจะยอมสงบได้นี่สิ บางคนอาจต้องกล่อมนานเป็นชั่วโมง แล้วทำยังไงดีล่ะทีนี้

ไหว้ไว้ก่อน คนรุ่นก่อนสอนไว้

          เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้าทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถิดค่ะ เจอศาล ปู่ย่า เจ้าที่ ศาลเพียงตา ต้นไม้พันผ้าแพร สังเกตทันก็ไหว้ไว้ก่อน ก็ไม่ผิดอันใด หรือถ้าขนบธรรมเนียมแบบไทย ๆ ก็เริ่มสอนลูกไหว้พระ สวดมนต์ได้ตั้งแต่เค้าเริ่มรู้ความ ก่อนนอนก็ชวนลูกสวดมนต์ให้รู้สึกสบายใจของแบบนี้มีเรื่องเล่าเยอะแยะแล้ว เช่น เจ้าที่มาเล่นด้วย ไม่เจอกับตัว ไม่รู้หรอก จริง ๆ นะ

สร้างบรรยากาศห้องนอนให้คุ้นเคย

          เตียงนอนตามที่พัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยนุ่มเหมือนเตียงนอนที่บ้าน หรือบางทีก็นุ่มเสียจนนอนแล้วตัวยุบไปเลย เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกน้อยจะไม่คุ้น ยิ่งที่พักหลายแห่ง เปิดแอร์ทีเย็นฉ่ำจนหนาวปอด ขนาดปรับอุณหภูมิเท่าที่เคยเปิดที่บ้านแล้ว (อุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ควรต่ำกว่า 25 องศา) แต่เวลาหนาวหนาวยิ่งกว่า แบบนี้ต้องระวังค่ะ ต้องคอยห่มผ้าให้ลูกเสมอ

          ถ้าพักตามโรงแรม การปรับแสงไฟในห้องก็ไม่ยากอะไรส่วนใหญ่มีให้ปรับหลายที่ แต่ถ้าพาลูกพักตามรีสอร์ท ปัญหาคือ ผ้าม่านส่วนใหญ่เป็นผ้าบาง ๆ ทำให้มองเห็นให้แสงไฟภายนอก เมื่อลูกน้อยสะดุ้งตื่นและเห็นแสงไฟหรี่ ๆ เหล่านี้ ก็อาจรู้สึกหวาดผวา ไม่คุ้นเคย จนร้องลั่นไม่ยอมหยุดได้ วิธีแก้ก็แค่เอาผ้าหนา ๆ หน่อย เช่น ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว คลุมทับผ้าม่านอีกทีเพื่อปรับแสงภายในห้อง

นอนกับหนูนะ อย่าทิ้งกันไป

          อารมณ์ของคนไปเที่ยวส่วนใหญ่จะสนุก ถ้าไปกับเพื่อน ๆ หรือเครือญาติ ก็อยากนั่งคุยกันนาน ๆ พอลูกหลับก็มักจะทิ้งลูก นอนในห้องเลย ออกมาคุยออกรสต่อในห้องกลางหรือข้างนอกแน่ล่ะ พอหนูสะดุ้งตื่นขึ้นมา ไม่เจอใครก็ต้องร้องแงเป็นธรรมดา กรณีนี้ถ้าเป็นพร้อมกันพ่อแม่ก็ต้องผลัดกันค่ะ นอนกับลูกเถิดนะ เผื่อหนูสะดุ้งตื่นจะได้ตบกัน ลูบหลังเบา ๆ กล่อมปลอบ เอาไว้เข้ามาค่อยคุยสนุกต่อ

แหล่งที่มา  (M&C แม่และเด็ก), http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, March 23, 2014

เคล็ดลับให้ลูกหลับยาว




      เจ้าตัวน้อยของคุณแม่ในวัย 6 - 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้นๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม. แต่ก็มียังเจ้าหนูอีกหลายรายที่นอนหลับยาวไม่ได้ มักจะตื่นกลางดึกส่งเสียงปลุกเรียกคุณแม่อยู่ทุกค่ำคืน แล้วอย่างนี้คุณแม่จะมีเคล็ดลับอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสนิทได้ยาวนาน?

     อาบน้ำ ทาแป้ง ใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อนุ่ม ไม่หนาหรือบางจนเกินไป จะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อเจ้าตัวน้อยสบายตัว อารมณ์ดีก็ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนะคะ


     นวด นวด ให้เจ้าตัวน้อยอย่างเบาๆ หรือนวดไปพร้อม ๆ กับการทาโลชั่นบริเวณแขนและขา จะช่วยสร้างความผ่อนคลายให้หลับง่ายขึ้นค่ะ

     แกว่งไกว เมื่อคุณแม่เห็นว่าเจ้าตัวน้อยมีทีท่าจะง่วงนอนแล้ว ให้พาไปนอนในเปล และแกว่งไปมาเบาๆ พร้อมกับร้องเพลงกล่อม ตามไปด้วย ลูกจะเคลิบเคลิ้มหลับง่ายมาก

     ลูบๆ คลำๆ คุณแม่ต้องหาสิ่งของที่ลูกติด เช่น ตุ๊กตา หมอนนุ่ม หรือผ้าห่ม เพื่อให้เจ้าตัวน้อยจับถือหรือลูบก่อนนอน จะทำให้มีอารมณ์เพลิดเพลิน นอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ

     ตบก้นหนู ขณะที่เจ้าตัวน้อยกำลังจะหลับ คุณแม่อาจตบก้นหรือลูบหลังเบาๆ ซึ่งการสัมผัสนี้จะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจที่คุณแม่อยู่ใกล้ๆ ไม่รู้สึกกลัว และนอนหลับอย่างสบายใจค่ะ

     เปิดเพลงคลอ เพลงบรรเลงเบาๆ จะช่วยให้ลูกมีอารมณ์ดี นอนหลับได้ง่าย และยังเป็นการช่วยพัฒนาสมอง จัดระบบการเรียนรู้และความจำที่ดีอีกด้วย

     ไฟสลัวๆ ลักษณะแสงไฟแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายตา และยังสามารถเห็นคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ทำให้นอนหลับอย่างอุ่นใจมากขึ้นค่ะ

ถ้าลูกร้องกลางดึกล่ะ ทำอย่างไร

1.     คุณแม่ลองสังเกตดูนะคะว่าการร้องไห้กลางดึกของ ลูกเป็นเพราะอะไร เช่น เปียกชื้นหรือเปล่า แมลงกัดมั้ย ร้อนไปหน่อย เย็นไปนิด หรือตกใจอะไร ถ้าเจอสาเหตุแล้วก็จัดการให้เรียบร้อยค่ะ

2.    ถ้าร้องเพราะอยากดูดอะไรสักหน่อย (ตามความเคยชิน) คุณแม่ลองตบก้นลูกน้อยสักพัก ร้องเพลงกล่อมเบาๆ หรือให้ดูดน้ำเปล่าเล็กน้อย ไม่นานค่ะลูกก็จะหลับต่อได้เอง

3.    สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้ลูกเรียนรู้ว่า นี่คือเวลานอนในช่วงกลางคืน เช่น ดับไฟ เปิดเพลงกล่อมเบาๆ หรือคุณแม่จะอ่านนิทานเล่มโปรดให้ลูกน้อยฟังก่อนนอนก็ได้ แต่ไม่ควรเล่นกับลูกมากเกินไปและที่สำคัญต้องพาเข้านอนให้เป็นเวลา ลูกจะได้เรียนรู้ว่านี่แหละถึงเวลานอนแล้ว

4.    ข้อสำคัญคือ ถ้าลูกน้อยตื่นขึ้นกลางดึก ไม่ควรอุ้มลูกขึ้นมาหยอกล้อ ถ้าจะป้อนนมก็ป้อนด้วยความสงบ อาจจะเปิดไฟหรี่ไว้เล็กน้อย เพื่อกล่อมให้ลูกหลับต่ออย่างง่ายดาย

           เมื่อสามารถทำให้ลูกน้อยนอนหลับได้ ยาวตลอดคืน คุณแม่ก็คงจะสบายทั้งใจและกายที่ไม่ต้องตื่นมากลางดึกจนกลายเป็นหมีแพนด้า อีกต่อไป ใช่ไหมคะ…
 
แหล่งที่มา  http://www.enfababy.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


Friday, December 13, 2013

ปกป้องลูกให้พ้นจากฝันร้าย




           คุณแม่คงพอจะทราบกันแล้วว่า เจ้าหนูน้อยในวัยนี้ก็มีความฝันกับเค้าเหมือนกัน หากเป็นฝันดีคุณแม่ก็คงไม่หวั่นใจ แต่ถ้าเป็นฝันร้ายล่ะ คุณแม่คงกังวลเป็นห่วงเจ้าตัวเล็กไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะคะ ดังนั้นเรามาปกป้องลูกน้อยจากฝันร้ายกันเถอะค่ะ

ฝันร้ายแก้ไขได้นะ

           การ ที่ลูกน้อยนอนสะดุ้งตื่น ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าหากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณแม่ก็ต้องหาสาเหตุกันแล้วล่ะ เช่น ดูว่าในเวลากลางวัน มีอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเกิดความขัดแย้งทางจิตใจและร่างกาย ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือมีเรื่องอื่นที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น นมไม่ย่อย หรือเติมสารอะไรที่ลูกแพ้ เพราะเด็กบางคนแพ้นมวัว บางคนไม่มีน้ำย่อยสลายแลคโตส หรือมีอะไรอยู่ในอาหารเสริมที่ได้รับหรือเปล่า จึงทำให้เกิดภาวะนี้ขึ้น

ช่วยเจ้าตัวน้อยคลายจากฝันร้าย

           หากเจ้าตัวเล็กนอนฝันและสะดุ้งตื่น แล้วมีอาการหวาดกลัว งอแงตกใจ หายใจแรง เหงื่อออก นั่นเป็นสัญญาณเตือนคุณแม่แล้วล่ะ ว่าช่วงการหลับฝันของลูก ทำให้เขาเกิดการปรับตัวที่รับไม่ได้ เขาจึงสะดุ้งตื่น ซึ่งเป็นการบอกให้คุณแม่ทราบอีกทางหนึ่งว่า ลูกน้อยต้องการความอบอุ่น การปลอบใจ หากคุณแม่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เขาก็จะหลับไปอีกครั้งค่ะ

วิธีทำให้ลูกน้อยหลับฝันดี

           คุณแม่ต้องทำให้เขาสบายตัว กล่าวคือ สุขภาพร่างกายต้องดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ สภาพแวดล้อมที่เขานอน อากาศต้องถ่ายเท อุณหภูมิในห้องไม่ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป แสงไฟและเสียงรอบข้างต้องทำให้เขาสบายใจ ต้องไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำให้ลูกน้อยกลัว แม้แต่รูปภาพติดฝาผนังก็มีผลด้วยนะคะ แต่สิ่งที่ช่วยแก้ฝันร้ายได้ดีที่สุดก็คือ ความอุ่นใจ ที่ได้รับการสัมผัสถึงความอ่อนโยนและห่วงใยของคุณพ่อคุณแม่ การมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้าง ๆ ส่งลูกน้อยเข้านอนถือเป็นการปูพื้นให้เขาฝันดีค่ะ

ฝันร้ายชนิดน่ากลัวในเด็ก

           ความฝันชนิดนี้ เรียกว่า night terrors เกิดขึ้นในช่วง non-REM sleep โดยเฉพาะในระยะแรกของช่วงที่หลับ เช่น ภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมงแรก มักเกิดในเด็กอายุ 4 - 12 ปี ฝันน่ากลัวกินเวลานาน 5 - 10 นาที ซึ่งดูเหมือนลูกน้อยยังไม่หลับ แต่จริงๆ หลับไปแล้ว เช่น อาจเห็นลูกลุกขึ้นยืน ร้องเสียงดัง เด็กที่ฝันน่ากลัวจะจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ อาการตระหนกตกใจตอนกลางคืนชนิดฝันร้ายน่ากลัวเกิดตอนหัวค่ำ พบมากในเด็ก แต่อาการจะหายเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาการที่สำคัญคือ ตกใจตื่น ร้องกรี๊ดลั่น บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหงื่อออก หายใจแรง ปัสสาวะรดที่นอน ละเมอพูด แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในผู้ใหญ่ ต้องพิจารณาถึงความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง การบาดเจ็บของสมอง

แหล่งที่มา  http://women.kapook.com, M&C แม่และเด็ก
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, October 15, 2013

ปรับนิสัยการนอน ก่อนลูกเข้าสู่วัยเรียน





        สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนจะส่งเจ้าตัว น้อยเข้าเนิร์สเซอรี่ หรือลูกอยู่ในวัยใกล้จะเข้าสู่วัยเรียนระดับชั้นอนุบาล ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้แก่ลูกกันตั้งแต่เริ่มเข้าวัย 2 ขวบ ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว อาบน้ำ เข้านอน โดยเฉพาะการปรับเวลานอนของลูก ซึ่งคุณแม่ควรพาลูกเข้านอนให้ตรงเวลาทุกวันเพื่อที่ลูกจะได้ปรับตัวได้ง่าย ขึ้น โดยเริ่มจาก...
  • พูดคุยให้ลูกเห็นความสำคัญของการพักผ่อนว่า หนูยังเล็กต้องพักผ่อนมากๆ จะได้เป็นเด็กฉลาดและเก่ง  
  • ทำข้อตกลงกับลูกเรื่องเวลา ควรทานอาหารเย็นตอน 4 โมงเย็น เพื่อให้มีเวลาวิ่งเล่นหลังอาหารสักพัก แล้วค่อยพาลูกไปอาบน้ำ แปรงฟันตอน 6 โมงเย็น จากนั้นก็พาลูกไหว้พระ สวดมนต์ก่อนนอนเพื่อความสงบ แล้วจึงพาลูกเข้านอนตอน 2 ทุ่มตรง
  • คุณแม่ต้องนอนไปพร้อมกับลูก อาจจะเล่านิทาน เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ หรี่ไฟ ปรับอุณหภูมิแอร์ให้พอเหมาะ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการนอน และรอให้ลูกหลับเสียก่อนจึงค่อยออกมาทำธุระส่วนตัว  เพราะเด็กจะไม่ชอบการนอนคนเดียว
  • ตื่นนอนตรงเวลา โดยเริ่มปลุกลูกตอน 6-6 ½ โมง พาลูกลงมาแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวเช้า ทำแบบนี้ให้เป็นกิจวัตร ทุกๆ วัน ไม่เว้นวันเสาร์หรืออาทิตย์
     ในช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเริ่ม ลูกอาจจะมีอาการงอแงไม่ทำตาม แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ช่วยกัน และอย่าใจอ่อน ก็จะช่วยให้ลูกมีระเบียบวินัยและมีสุขภาพที่ดีต่อไปในอนาคตได้ค่ะ

แหล่งที่มา  http://www.enfababy.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, July 6, 2013

10 วิธี...เบบี้หลับสบาย




            จะพาลูกเล็กเข้านอนอย่างไรให้หลับง่าย และคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อย นี่เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ลูกยังตาแป๋วอยู่เลย พอจะพาเข้านอนก็ร้องโยเยไม่ยอมนอนสักที มีทีท่าว่าจะไม่หลับเอาง่าย ๆ พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า จะทำอย่างไรดีน้า... ไม่ยากค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองนำ Bed time routine ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ลูกรู้ว่า เมื่อทำแบบนี้แสดงว่าเป็นเวลาเข้านอนแล้วนะ และยังช่วยให้หลับง่ายสบายอีกต่างหาก


1. อาบน้ำ ทาแป้งหอม

            พา เบบี้อาบน้ำอุ่น ๆ ใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อนุ่ม ไม่หนา หรือบางจนเกินไป จะช่วยให้สบายตัว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อรู้สึกสบายตัว อารมณ์ดีก็ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

2. นวด นวด

            คุณพ่อคุณแม่ลองนวดตัวลูกเบา ๆ หรือนวดไปพร้อม ๆ กับการทาโลชั่นบริเวณแขนและขา จะช่วยสร้างความผ่อนคลายให้หลับง่ายขึ้น

3. ดูดนมกันเถอะ

            เด็กแรกเกิด – 6 เดือน โดยธรรมชาติจะมีวงจรการนอนหลับ (Sleep cycle) 10 รอบ/คืน โดยทุก ๆ 1-2 ชั่วโมงจะตื่น
บาง คนตื่นมาไม่เจอใครก็จะร้องไห้งอแง การดูดนม จึงเหมือนเป็นการปลอบ ทำให้รู้สึกสบาย หลับต่อได้อย่างมีความสุข แต่ไม่ควรทำบ่อย เพราะมีผลทำให้เลิกดูดนมยากนะคะ

4. เอ่..เอ๊ ไกวเปล

            เมื่อ เห็นว่าเบบี้มีทีท่าจะง่วงนอนแล้ว ให้พาไปนอนในเปล และแกว่งไปมาเบา ๆ พร้อมกับร้องเพลงกล่อม ตามไปด้วย ลูกจะเคลิบเคลิ้มหลับง่ายมากค่ะ

5. จับ ถือ ลูบ เพลิน ๆ

            หาสิ่งของที่ลูกติด เช่น ตุ๊กตา หมอนนุ่ม ผ้าห่ม เพื่อให้จับ ถือหรือลูบก่อนนอน จะทำให้มีอารมณ์เพลิดเพลิน นอนหลับได้ง่ายขึ้น

6. ตบก้น ลูบหลัง

            ขณะ ที่ลูกกำลังจะหลับ คุณพ่อคุณแม่อาจตบก้นเบา ๆ หรือ ลูบหลัง ซึ่งการสัมผัสเบา ๆ จะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจที่พ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ไม่รู้สึกกลัว นอนหลับอย่างสบายใจ

7. เปิดเพลงบรรเลง

            การ เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ฟังสบาย ๆ ช่วยให้มีอารมณ์ดี นอนหลับได้ง่าย และยังเป็นการช่วยพัฒนาสมอง จัดระบบการเรียนรู้และความจำที่ดีอีกด้วย

8. อุณหภูมิห้องพอเหมาะ

            ถ้า อากาศภายในห้องนอนมีความร้อนหรืออับชื้น จะทำให้ลูกอึดอัด ไม่สบายตัว อารมณ์หงุดหงิดง่าย จึงควรปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป และใช้ผ้าห่มนุ่ม ๆ ห่มทับบริเวณหน้าอก เพื่อให้รู้สึกอบอุ่นขึ้น

9.ชู้วววว์...อย่าส่งเสียง

            ห้อง นอน หรือสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ บริเวณที่เบบี้นอน ควรมีความเงียบสงบ ไม่มีเสียงดังอึกทึกจนเกินไป เช่น ไม่ควรมีเสียงโทรทัศน์ หรือพ่อแม่คุยกันเสียงดัง เพราะอาจกระตุ้นให้ลูกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับได้

10. แสงไฟสลัว

            ภาย ในห้องนอน ควรเปิดไฟให้มีแสงสลัว ๆ เพราะลักษณะแสงไฟแบบนี้จะช่วยให้ลูกสบายตา และยังสามารถเห็นคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ ๆ ทำให้นอนหลับอย่างอุ่นใจมากขึ้น

            แต่ถ้าเบบี้คนไหนที่ทำยังไง๊ ยังไง ก็ยังไม่หลับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ เพราะธรรมชาติของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลองปรับสภาพแวดล้อมและการดูแล กำจัดสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้นอนไม่หลับก็จะช่วยได้ แต่ถ้าไม่สบายใจจริง ๆ กลัวว่าจะมีสิ่งผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อความสบายใจนะคะ

โดย: Melody
แหล่งที่มา  http://women.kapook.com/view10438.html, momypedia