Showing posts with label เด็กกับโรงเรียน. Show all posts
Showing posts with label เด็กกับโรงเรียน. Show all posts

Sunday, October 26, 2014

ไม่เอา...หนูไม่อยากใส่ชุดนักเรียน




        อีกหนึ่งความน่าปวดหัวช่วงเช้าที่พ่อแม่หลายคนคงเจอ คือลูกไม่ยอมใส่ชุดนักเรียน งอแง ร้องเปลี่ยนใส่ตัวโน้นตัวนี้ตามชอบ ปัญหาคือ โรงเรียนบ้านเราส่วนใหญ่จะมีชุดฟอร์ม ถึงโรงเรียนจะไม่มีข้อห้ามว่า ถ้าไม่ใส่ชุดนักเรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ แต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่โรงเรียนตั้งไว้ และเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเด็กคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ก็ต้องหาวิธีหลอกล่อเพื่อให้ลูกยอมแต่งตัว

เล่านิทานไป จับแต่งไป

          พ่อแม่บางคนใช้วิธีเล่านิทานหรือร้องเพลง หรือชวนลูกคุยโน่นนี่นั่นไปด้วยขณะจับแต่ง หรือบางทีก็เปิดโทรทัศน์ รายการที่ลูกชอบ เพื่อเบี่ยงความสนใจของเด็ก จะได้ไม่ดิ้นงอแงเวลาจับแต่งตัว แต่วิธีหลังจะมีผลเสียคือ ลูกจะติดโทรทัศน์ ไม่ยอมละสายตาเผลอ ๆ ไม่ยอมไปเรียน แย่ไปอีก ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปก่อน มาใช้วิธีแรก เล่านิทาน ร้องเพลงให้ลูกฟัง ชวนคุย ใช้เสียงเร้าใจกระตุ้น พลางทำมือประกอบ ให้ลูกได้ตอบคำถาม คิดตามไปด้วยก็ได้ แป๊บเดียวก็แต่งตัวเสร็จ ไว้ค่อยกลับมาเล่าต่อหลังกลับบ้าน

ดูตุ๊กตาสิ

          วิธีนี้ใช้ได้ดีเป็นพิเศษกับเด็กผู้หญิง ลองให้ลูกเล่นตุ๊กตาแบบเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ ให้เค้าเรียนรู้การแต่งตัวตุ๊กตาแบบต่าง ๆ ตามชอบ เพื่อฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังบ่มเพาะความรู้เรื่องการแต่งตัวอย่างถูกต้อง เช่น ติดกระดุม สวมรองเท้า สวมเข็มขัด ด้วยตัวเอง ถ้าเค้าทำดีก็ชม แต่ก็ทำได้ไม่ดี พ่อแม่ก็ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือและช่วยแนะนำ

ให้ลูกเลือกเสื้อผ้าเอง

          พ่อแม่สมัยใหม่ชอบจับลูกแต่งตัว ชุดไหนน่ารักเห็นไม่ได้ เป็นต้องซื้อมาให้ลูกใส่ (ถ่ายลงเฟซหรืออินสตราแกรม) ที่จริง วัยนี้เค้าควรได้เลือกชุดเอง จัดเก็บชุดของเขาเอง ลองถามเขาว่าถ้าออกไปนอกบ้าน อยากใส่เสื้อตัวไหน กางเกงตัวไหน เพราะอะไร เค้าจะรู้สึกสนุกและชอบแต่งตัว

ยังไงก็ไม่ยอมใส่

          กรณีนี้ถ้าเห็นว่าใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว รถนักเรียนมารับแล้ว ไม่ต้องฝืนแล้ว ให้เขาใส่ชุดตัวโปรดไปก่อน เมื่อเค้าไปถึงโรงเรียน เห็นตัวเองสวมแตกต่างจากเพื่อน รีบมาเปลี่ยนอย่างเร็วไว ไม่ต้องบังคับว่าต้องใส่ให้ได้ เพียงแต่หาสาเหตุก็พอ ทำไมลูกถึงไม่ยอมใส่ชุดนักเรียน จะได้รู้ปัญหาและช่วยลูกได้

ทำใจ...รับมือลูกวัยซน

          วัยเด็กของผู้เขียน พ่อแม่มักซักชุดนักเรียนให้ด้วยการลงครามนำร่อง เพราะซนเป็นลิงทุกวัน แค่ขยี้ไม่พอ เด็กยุคนี้ก็พอ ๆ กันเล่นซนสนุกตามธรรมชาติ ดังนั้นต้องทำใจ ลูกวัยนี้ยังไงชุดนักเรียน-เสื้อผ้าก็ต้องมอมแมมกลับบ้านเป็นธรรมดา

แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, January 11, 2014

ฟิตสมองลูกน้อยก่อนเข้าโรงเรียน


     อีกไม่นาน ลูกน้อยก็จะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการช่วยเหลือตัวเองในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การขับถ่าย การเข้าสังคมแล้ว การฟิตสมองเตรียมความพร้อมด้านการเรียนรู้ให้เจ้าตัวน้อยก็เป็นสิ่งที่ละเลย ไม่ได้เหมือนกัน 

 
     - พยายามนำสิ่งรอบตัวมาเป็นสื่อในการสอนลูก ให้รู้จักสีสันและรูปทรงต่างๆ เช่น สมุดวาดภาพระบายสี หนังสือนิทาน เป็นต้น

 
     - พยายามหาสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับพยัญชนะไทย-อังกฤษ มาสร้างความคุ้นเคยให้ลูก เช่น ซีดีเพลง จิ๊กซอว์ โปสเตอร์ หรือของเล่น

 
     - เรียนรู้จำนวนและตัวเลข เช่น ฝึกนับนิ้ว 1-10 ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

 
     - การเรียนรู้จักช่วงเวลา เช่น ตอนเช้า–ตอนเย็น ซึ่งอีกหน่อยเวลาที่ลูกไปโรงเรียนเขาจะได้เชื่อมโยงได้ว่า เวลาเช้าคือ ตื่นนอน มาโรงเรียน เวลาเย็นคือเวลาที่แม่จะมารับเขากลับบ้าน

 
     - ฝึกสมาธิและการฟัง ให้ลูกด้วยการเล่านิทาน การเล่นที่ต้องใช้สมาธิร่วมด้วย เช่น ต่อจิกซอว์ บล็อกไม้ เพื่อให้ลูกมีสมาธิในการเรียนรู้เมื่อเข้าสู่วัยเรียน

 
     คุณแม่ค่อยๆ สอดแทรกสิ่งเหล่านี้เข้าไปในชีวิตประจำวันของลูกอย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้เป็นเรื่องสนุก ลูกจะเรียนรู้และจดจำไว้เป็นต้นทุนเพื่อการเรียนรู้ เมื่อถึงวันที่เขาเข้าสู่วัยเรียนจริงๆ



แหล่งที่มา  http://www.enfababy.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Thursday, November 7, 2013

10 ทริคช่วยประหยัดเวลา ในเช้าวันไปโรงเรียนของลูก ๆ




         หลังจากที่มีเวลาช่วงเช้าแบบชิล ๆ อยู่ไม่กี่เดือนในช่วงที่ลูกปิดเทอม วันนี้พ่อแม่ลูกทุกครอบครัวก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบตามเดิมอีกครั้ง เพราะเด็ก ๆ เปิดเทอมกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ตอนเช้าของวันธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องไปทำงาน ส่วนคุณลูก ๆ ก็ต้องไปโรงเรียนนั้นเป็นช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวาย ดังนั้นลองมาทำตาม 10 ทริคช่วยประหยัดเวลา ในเช้าวันไปโรงเรียนที่เรานำมาฝากกันดีกว่าค่ะ

1. จัดกระเป๋าให้เรียบร้อย

           ถ้าทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณลูก ต่างก็ต้องเสียเวลาจัดเตรียมกระเป๋า และข้าวของกันให้วุ่นในทุกเช้า อย่างนี้เราก็จัดกระเป๋ากันตั้งแต่ตอนกลางคืนเลยดีไหม อะไรที่จะต้องใช้ในวันรุ่งขึ้นก็เตรียมเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ควรต้องจัดเตรียมหนังสือและอุปกรณ์การเรียนให้ครบด้วยตัวเอง เป็นการฝึกให้เขามีวินัย และความรับผิดชอบต่อตัวเอง และตอนเช้าจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็คว้ากระเป๋าเตรียมพุ่งออกจากบ้านได้เลยทันที

2. ให้เด็ก ๆ ทำการบ้านให้เสร็จ

           เด็ก ๆ ควรจะจัดการทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ตอนเย็นเลย จะได้ไม่ต้องมาทำในตอนเช้าให้เสียเวลา และถ้าเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะหาเวลามาดูแลอยู่ใกล้ ๆ ในช่วงที่เขาทำการบ้านด้วย เผื่อเด็ก ๆ ติดขัดตรงไหน หรืออยากจะปรึกษาเรื่องอะไร คุณพ่อคุณแม่จะได้ให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งการอยู่ใกล้ ๆ เขาแบบนี้ยังจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นด้วยค่ะ

3. ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในโรงเรียน

           ใน โรงเรียนมักจะมีกิจกรรมให้นักเรียนได้ทำมากมาย แล้วแต่โอกาสและช่วงเวลาที่คุณครูคิดว่าเหมาะสมกับเด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะติดตามกำหนดการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้เด็ก ๆ มีเวลาเตรียมตัวได้ทัน ไม่ต้องวุ่นวายจัดการทุกอย่าง อย่างกะทันหันในช่วงเช้า ซึ่งอาจจะสอบถามกับทางโรงเรียนโดยตรง หรือจะหมั่นเข้าไปดูเว็บไซต์ของโรงเรียนก็ได้ หรือไม่ก็ถามกับลูก ๆ ทุกเย็นเลยก็ดีค่ะ

4. เตรียมอาหารเช้าจานด่วน

           เด็ก ๆ บ้านไหนที่นอนขี้เซา ปลุกนานกว่าจะตื่น และสุดท้ายก็ทำอะไรไม่ทันจนอดรับประทานอาหารเช้าอยู่เป็นประจำ แนะนำให้คุณแม่เตรียมอาหารเช้าจานด่วนเอาไว้ให้เขาดีกว่า คุณแม่อาจจะทำแซนด์วิชโฮลเกรนปลาทูน่า หรือแซนด์วิชแฮมไข่ต้มเตรียมไว้ รอเสิร์ฟให้เด็ก ๆ ในตอนเช้าพร้อมนมสักกล่องก็ได้ หรือถ้าอยากให้เขารับประทานข้าวเป็นอาหารเช้า ก็ควรจะเตรียมทำอาหารเอาไว้ตั้งแต่ตอนเย็น ตอนเช้าจะได้ทำแค่เพียงอุ่น และห่อใส่กล่องให้เขาเอาไปกินในรถได้สะดวก

5. แขวนเสื้อผ้าไว้ให้พร้อม

           การหาเสื้อผ้าใส่ในตอนเช้าก็เสียเวลาไม่น้อย ดังนั้นทางที่ดีเราก็ควรจะจัดเตรียมเสื้อผ้าที่จะใส่ตลอดทั้งสัปดาห์เอาไว้ให้พร้อม จะใส่ชุดอะไรบ้างในแต่ละวันก็ซักรีด แขวนเอาไว้ในตู้เสื้อผ้าเลย โดยเฉพาะชุดนักเรียนของหนู ๆ ที่ต้องใส่ถุงเท้า เข็มกลัด เข็มขัด และอีกสารพัด แนะนำให้จัดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่วันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่การเตรียมเสื้อผ้าเอาไว้อย่างนี้จะช่วยประหยัดเวลาใน ช่วงเช้าวันธรรมดาไปได้อีกเยอะเลยล่ะ

6. ปรับเวลานอนของเด็ก ๆ

ในช่วงปิดเทอมเด็ก ๆ อาจจะมีโอกาสได้นอนดึกกว่าปกตินิดหน่อย จนบางทีก็ติดนิสัยนอนดึกตื่นสายไปเลย ดังนั้นก่อนจะเปิดเทอมสักประมาณ 2 สัปดาห์ให้คุณพ่อคุณแม่ปรับเวลานอนของเด็ก ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงเปิดเทอม โดยอาจจะค่อย ๆ ขยับเวลานอนให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 5-10 นาทีในช่วงแรก ๆ จากนั้นก็ปรับให้เร็วขึ้นอีกจนเข้าร่องเข้ารอยในที่สุด เพื่อเวลาเปิดเทอมเด็ก ๆ จะได้กลับมาชินกับการตื่นเช้าได้อีกครั้งค่ะ

7. กำหนดเวลาใช้เทคโนโลยีก่อนนอน

           จากการศึกษาทางการแพทย์ได้บอกว่า การเล่นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือก่อนนอนจะทำให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับยากในที่สุด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรต้องเข้มงวดดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พยายามออกกฎให้เขาเลิกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตและโทรศัพท์มือถือก่อนนอนสักครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง และส่งให้เขาเข้านอนให้เรียบร้อย เพื่อให้เขาได้หลับพักผ่อน และตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่อย่างสดชื่นแจ่มใส

8. ฝึกให้เด็ก ๆ ช่วยเหลือตัวเอง

           หากเด็ก ๆ มีทักษะในการช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ดี จะช่วยให้เขาสามารถทำอะไรได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลาทั้งคุณลูกและคุณแม่ไปได้เยอะ ดังนั้นเราจึงควรฝึกให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง เช่น คุณแม่อาจจะแบ่งงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการให้อาหารน้องหมาน้องแมว กวาดบ้าน เก็บเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้า จัดกระเป๋านักเรียน และล้างจาน เป็นต้น เพื่อให้เขาได้ทำอะไรเป็น สามารถแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ไปได้บ้าง

9. หาโอกาสทำอาหารร่วมกัน

           วันว่าง ๆ เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแม่ควรจะหาโอกาสพาเด็ก ๆ เข้าครัวทำอาหารด้วยกันบ้าง ให้เขาได้เสนอเมนูที่เขาอยากจะกิน และให้เขาเป็นลูกมือคอยช่วยเหลืองานในครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาลูก ๆ อิดออดไม่ยอมทานอาหาร อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วยค่ะ

10. ใช้เทคโนโลยีช่วยเตือนความจำ

           สมัยนี้เทคโนโลยีล้ำหน้าไปเยอะ ฉะนั้นเราก็ควรจะนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันบ้าง อย่างเช่น แอพพลิเคชั่นช่วยเตือนความจำ ซึ่งเราสามารถบันทึกกิจกรรมสำคัญที่สมาชิกในบ้านต้องทำในแต่ละช่วงเวลา และตั้งเวลาเตือนเอาไว้ล่วงหน้าสัก 1 วัน คราวนี้ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไหน ของใคร ก็จะไม่พลาดสักงานแน่ ๆ ค่ะ

           ลองให้ 10 ทริคช่วยประหยัดเวลาที่เรานำมาเสนอช่วยคุณจัดการความวุ่นวายในช่วงเช้าของ วันธรรมดาดูนะคะ แล้วเช้าวันไปโรงเรียนของเด็ก ๆ ก็จะกลายเป็นเช้าสบาย ๆ ที่แสนสดชื่น ไม่ต้องรีบร้อนให้เหนื่อยกันอีกต่อไป

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, May 17, 2013

14 วิธี เตรียมลูกน้อยเข้าโรงเรียน




           การเข้าเรียนครั้งแรกเป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้น ประทับใจทั้งพ่อ แม่ ลูก จึงต้องมีการเตรียมพร้อมกันพอควร สำหรับการก้าวสู่โลกกว้างของลูกน้อยค่ะ

           โรงเรียนอนุบาลเป็นแหล่งส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก เสริมพัฒนาการครบทุกด้าน ให้ความรู้สึกมั่นคง ฝึกฝนนิสัยการกิน การเล่น การดู การฟัง การมีเหตุผล การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันที่พึ่งพาตนเองได้ พร้อมที่จะอยู่กับผู้อื่น หล่อหลอม การเป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่ว่าทางบ้านพ่อแม่จะอบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร ก็จะมาหล่อหลอมด้วยกันที่โรงเรียนอนุบาล จึงต้องควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หมอขอแนะนำวิธีดังนี้นะคะ

          
1. การเตรียมตัวเตรียมใจ พ่อ แม่ ลูก ควรพูดถึงการไปโรงเรียนในภาพพจน์ที่ดี มีคุณครูใจดี เพื่อน ๆ น่ารัก ของเล่นสนุก ได้วาดรูป อ่านนิทาน เป็นต้น

          
2. การแต่งตัวไปโรงเรียน ต้องฝึกให้สามารถแต่งตัวได้เองในช่วงเช้าที่รีบเร่งลูกต้องตื่นเช้า เข้าห้องน้ำ ลูกจะค่อย ๆ รู้หน้าที่ คือนอนหัวค่ำ ถ้าจะให้ดีควรได้ 10 ชั่วโมง คือนอน 3 ทุ่ม เนื่องจาก 4 ทุ่มถึงตี 2 จะมีการหลั่ง Growth hormone เต็มที่ เด็กจะพัฒนาสมอง ร่างกาย การเรียบเรียงข้อมูลโดยสมองจะเลือกเก็บข้อมูลที่มีประโยชน์ อย่าให้ลูกนอนดึกจะตื่นสายและขี้เกียจไปโรงเรียน ตื่นเช้าจะสดชื่นพร้อมเรียนรู้ ฝึกให้ลูกจัดข้าวของไปโรงเรียนให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน ตอนเช้าจะได้ไม่วุ่นวาย และร้องงอแง พาลให้อารมณ์เสียกันทั้งบ้าน

          
3. การขับถ่ายของลูก วันแรก ๆ ของการเปิดเรียนอาจจะโกลาหล ถ้าไม่ได้ฝึกซ้อมไว้ล่วงหน้าสัก 2 สัปดาห์ ความรีบเร่ง และตื่นเต้นอาจทำให้เด็กท้องผูก หรือไม่ขับถ่ายที่โรงเรียน เด็กหลายคนที่ยังควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ดีนัก ควรบอกให้คุณครูทราบ ซึ่งคุณครูและพี่เลี้ยงต้องดูแลเด็กหลายคน ถ้าฝึกให้ลูกควบคุมได้ และบอกได้เมื่อถึงเวลาจะขับถ่าย จะช่วยได้มากค่ะ

          
4. อย่าลืมอาหารเช้า อาหารเช้าสำคัญเป็นพลังสมองและร่างกาย เด็กต้องการอาหารสมองในการเรียนรู้ แต่ธรรมชาติของเด็กเล็กมักโยเยไม่กินอาหารเช้า จึงควรให้เด็กนอนเร็ว ตื่นเช้า และกินอาหารเช้าก่อนเปิดเทอมจริง ถ้าทำไม่ได้ก็เริ่มตั้งแต่วันเปิดเรียนเพื่อปรับความเคยชินให้ลูก อย่ารีบเร่งมากนักเพื่อไม่ให้ทุกคนเครียดในวันแรก อาหารเช้าควรมีคุณค่าทางโภชนาการควรมีนมเสริมอาหารเช้าสัก 1 แก้ว ถ้าปรับเวลาได้เด็กจะกินอาหารเช้าได้ดีค่ะ

          
5. การนอนดึก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก เด็กนอนดึกจะนอนไม่พอ งอแงในตอนเช้า การเรียนรู้ไม่ดี จนส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้และไอคิว อีคิวได้ ดังนั้นพ่อแม่อย่านอนดึกนะคะ เพราะลูกจะนอนดึกด้วย คือวันศุกร์-เสาร์อาจจะอนุโลมได้ ก่อนนอนให้ลูกแปรงฟัน สวดมนต์ ฟังนิทานให้จิตใจสงบ ไม่มีทีวี เปิดดังในห้องนอน หรี่ไฟลงให้ลูกหลับ อาจร้องเพลงให้ฟังหรือเล่านิทาน เล่าเรื่องดี ๆ ของวันแรกในการไปโรงเรียนให้เขาฝันดี

          
6. เริ่มฝึกเรื่องการรักษาเวลาและตรงต่อเวลา เด็ก ๆ มีหลายประเภท คือทำอะไรรวดเร็วหรือยืดยาด ต่อรอง งอแง โดยเฉพาะวันแรกหรือวันจันทร์ ควรให้ลูกเริ่มฝึกวินัยเรื่องกำหนดเวลา เช่น

           • ตอนเช้าลูกจะมีนาฬิกาปลุก หรือพ่อแม่ปลุก ควรอาบน้ำแปรงฟัน แต่งตัวเสร็จในเวลากี่โมง สอนให้ลูกดูนาฬิกาและเวลาของวันด้วย อาหารเช้าเวลากี่โมง ขึ้นรถไปโรงเรียนกี่โมง

           • กลับจากโรงเรียนให้ลูกวิ่งเล่นได้ แล้วอาบน้ำกี่โมง เวลาตั้งโต๊ะอาหารกี่โมง ทำการบ้านกี่โมง ดูทีวีได้นิดหน่อย 3 ทุ่ม เข็มนาฬิกาอยู่ที่เลข 9 (สอนลูกดูนาฬิกาด้วย) ลูกควรแปรงฟัน เตรียมเข้านอน

          
7. พ่อแม่เป็นต้นแบบให้ลูกทำตาม ถ้าพ่อแม่รักษาเวลา รักษาระเบียบและกฎเกณฑ์ในบ้านลูกจะทำตาม เมื่อเขาทำความดีคำพูดชมเชยมีประโยชน์ ไม่ทำอันตรายต่อลูก แต่ไม่ตามใจจนลูกทำอะไรไม่ได้ด้วยตนเอง

          
8. ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ลูกอยู่บ้านเป็นทั้งแก้วทั้งแหวน บางครั้งเราก็ตามใจลูกมาก ไม่ต้องทำอะไรด้วยตนเอง อยากได้อะไรก็ตะโกนเรียกให้ผู้ใหญ่ทำแทน ทำให้ลูกอ่อนแอและไม่พัฒนา จึงต้องให้ลูกแสดงความสามารถ เช่น ลากกระเป๋าเล็ก ๆ หิ้วกระติกน้ำเอง หรือใส่และถอดรองเท้าเอง ถ้าเขาทำได้จะมีความภูมิใจมาก

          
9. ยามลูกเจ็บป่วย ลูกอาจไม่สบายมากขึ้น จากการเดินทางหรือการเข้าเรียน และกิจกรรม อีกทั้งอาจแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หรือรับเชื้อจากผู้อื่นง่ายขึ้น หากให้คุณครูจัดเด็กป่วยพร้อมกันจะสับสนได้ เมื่อแพทย์แนะนำว่ามาเรียนได้จึงค่อยมา 

                ปีแรกของชีวิตอนุบาลเด็กจะป่วยกันบ่อย ๆ จากโรคหวัด เชื้อไวรัส และอื่น ๆ ปีที่ 2 และ 3 จะป่วยน้อยลงตามลำดับค่ะ

          
10. ลูกบอกความต้องการตนเองให้คนอื่นเข้าใจได้ เด็กที่ไม่คุ้นกับสถานที่ที่ ไม่ใช่บ้าน บางคนไม่บอกความต้องการตนเอง และคุณครูก็ไม่รู้ว่าเด็กต้องการอะไร บางคนเอาแต่ร้องไห้ หรืออาละวาด ต้องฝึกลูกว่าถ้าต้องการอะไรจะต้องบอกว่าอย่างไร เช่น หนูปวดฉี่ ปวดอึ หนูหิว หนูกลัว ก็ให้พูดออกมากับคุณแม่บ่อย ๆ แล้วเขาก็จะพูดให้คุณครูฟังเข้าใจได้

          
11. ลูกควรฝึกการรอคอย เกิดจากการตามใจเด็กมาก อยากได้อะไรต้องได้โดยเฉพาะวัย 3 ปี จึงต้องฝึกฝนเพื่อให้เขาเป็นเด็กดี มีอีคิวที่ดี รอได้ ต้องฝึกที่บ้าน เพราะคุณครูมีคนเดียวเด็กหลายคน จะให้คุณครูดูแลพร้อมกันทุกคนเป็นไปไม่ได้ เวลาจะเล่นก็ต้องมีการต่อแถว จะรอเวลา ซึ่งเด็กจะทำได้ถ้าเข้าร่วมกิจกรรม

          
12. ลูกควรฟังผู้อื่นด้วย เด็กที่พูดไม่หยุด ไม่ฟังใคร ทำให้การเรียนรู้ การเข้ากลุ่มเป็นไปได้ไม่ดี ต้องฝึกให้ลูกรู้จักฟัง เช่น จากการเล่านิทานให้ลูกฟังและแม่ซักถาม ทบทวนว่าจับใจความได้หรือไม่ คุณกับลูก ถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในแต่ละวัน ให้ลูกเล่าว่าวันนี้เล่นกับใครเล่นอะไรกัน คุณครูอ่านนิทานเรื่องอะไร

          
13. เรียนรู้แบ่งปันผู้อื่น การเล่นกับเพื่อน ๆ แบ่งของเล่นกัน เล่นด้วยกัน ช่วยกันเก็บของเล่น เด็กจะเรียนรู้ทักษะ คือเป็นทั้งผู้รับ ผู้ให้ ฝึกการเป็นผู้นำ เป็น LEADERSHIP ได้ตั้งแต่เด็ก ๆ

          
14. ลูกมีพรสวรรค์ด้านใด เด็กทุกคนมีความ "เก่ง" ที่ซ่อนอยู่ในตัว เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงถึงศักยภาพนั้นหรือไม่ บางคนเก่งทางการเคลื่อนไหวร่างกาย บางคนพูดเก่ง บางคนตลกเก่ง บางคนเงียบ ๆ แต่อ่านนิทานเร็ว บางคนนำกลุ่มเก่ง (มีภาวะผู้นำ) ฯลฯ

           การมาโรงเรียนเด็กจะมาเรียนรู้จากคุณครูและเพื่อน ๆ เป็นการเพิ่มทักษะของตนเอง มีเพื่อนมากขึ้น มีความสุข มีพัฒนาการครบถ้วน ทั้งร่างกายเติบโตแข็งแรง อารมณ์มั่นคง พัฒนาอีคิวและพรหมวิหาร 4 การเข้าสู่คนหมู่มากและสังคมสติปัญญาพัฒนา มีจริยธรรม คุณธรรมสู่ความเป็นเด็กเก่ง ดี มีสุข นั่นเองค่ะ

แหล่งที่มา  http://women.kapook.com/view13494.html, M&C แม่และเด็ก

Saturday, April 27, 2013

เมื่อลูกไม่อยากไปโรงเรียน




เด็กไม่ยอมไปโรงเรียนผิดปกติมากไหม? การที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียน เป็นปรากฏการณ์ปกติในเด็กเล็กที่เริ่มไปโรงเรียนใหม่ๆ ในเด็กไทยจะเริ่มไปโรงเรียนในช่วงอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีความกังวลกับการแยกจาก (separation anxiety) แต่ความกังวลนี้จะลดลงเมื่อเด็กเติบโตขึ้น
 
ในกรณีที่เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรใจเย็น ปลอบโยน ให้กำลังใจ พูดด้วยความนุ่มนวลให้เห็นประโยชน์ของการไปโรงเรียน ไม่ควรดุหรือตะคอก หรือลงโทษ และติดต่อประสานงานกับครูให้เตรียมพร้อมรับเด็ก เมื่อไปส่งถึงโรงเรียนพ่อแม่ควรจะใจแข็งกลับทันที ให้ครูเป็นคนรับมือพาเด็กเข้าโรงเรียน ถ้าจำเป็นต้องแกะตัวเด็กออกไปให้มองหน้าแล้วบอกกับเด็กว่า เดี๋ยวตอนเย็นพ่อแม่ก็จะมารับ เพื่อให้รู้ว่าตามปกติคนเรามีการแยกจาก แล้วก็จะมีการพบกันใหม่

ส่วนในเด็กประถมมักไม่ยอมไปโรงเรียนในช่วงเช้าวันจันทร์ หรือหลังวันหยุดยาว โดยอ้างความเจ็บป่วยทางร่างกาย ผู้ปกครองควรหาสาเหตุว่ามีปัจจัยใดที่ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน เช่น ถูกเพื่อนแกล้ง ครูดุ ห้องน้ำสกปรก ถูกบังคับให้กินอาหารที่ไม่ชอบ หรือมีน้องใหม่ กังวลพ่อแม่ทะเลาะกัน อยากอยู่บ้านเล่นเกม เป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ ดังนั้น ผู้ปกครองควรใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูดคุยกับลูกให้เข้าใจสาเหตุ และแก้ไขตามสาเหตุนั้นเท่าที่ทำได้ แล้วพา กลับไปโรงเรียนให้เร็วที่สุด

ข้อสำคัญคือ ต้องหลีกเลี่ยงการให้เด็กอยู่บ้านเพราะถ้า ยิ่งหยุดนาน ยิ่งปรับตัวยากเมื่อกลับไปเรียน ถ้าพ่อแม่ได้พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองให้รางวัล ใจแข็ง แล้วยังไม่ได้ผล แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์ เพราะเรื่องนี้จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช ต้องรักษาอย่างรวดเร็ว และอาจจะต้องให้นักสังคมสงเคราะห์ดูแลในเวลาที่จะนำเด็กกลับไปที่โรงเรียน

ส่วนการให้รางวัลนั้น ทำได้เมื่อเด็กยอมไปโรงเรียนบ้างแล้ว เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมทางบวกของเด็ก แต่ควรหลีกเลี่ยง การให้เงินทอง สิ่งของ ของเล่น พยายามให้เป็นคำชม หรือคะแนนแทน
และไม่แนะนำให้มีการจัดครูไปสอนพิเศษที่บ้านแทน เนื่องจากเด็กจะยิ่งไม่ต้องการไปโรงเรียน และไม่ได้เกิดการเรียนรู้ที่จะปรับตัว


แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดยผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร 
                    จิตเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์
                     http://www.thaihealth.or.th